ด้วยค่า Yield Strength ที่สูงกว่านี้เอง ทำให้ในการออกแบบโครงสร้าง เราสามารถเลือกใช้เหล็กตะแกรงไวร์เมชที่มี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า หรือ ระยะห่าง (Spacing) ที่มากกว่า เพื่อรับแรงทดแทนการใช้เหล็กเส้นกลมแบบผูกมือมาตรฐานได้อย่างปลอดภัย 100% ตามหลักวิศวกรรม
การปรับเปลี่ยนมาใช้เหล็กตะแกรงไวร์เมชอย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยคงความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นคอนกรีตไว้ได้ตามเดิม แต่ยังช่วยลดปริมาณน้ำหนักเหล็กที่ต้องใช้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการประหยัดต้นทุนค่าวัสดุ และลดเวลาในการทำงานได้อย่างมหาศาล
เพื่อความสะดวกในการเลือกใช้งานจริง โดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณใหม่ทุกครั้ง ทางเราได้จัดทำ ตารางเปรียบเทียบขนาดเหล็กเส้นผูกมาตรฐาน กับ ขนาดเหล็กตะแกรงไวร์เมชที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ โดยอ้างอิงตามเกณฑ์การคำนวณพื้นที่หน้าตัดเหล็ก (Steel Area, AS) และกำลังรับแรงดึงที่เท่าเทียมกัน ดังต่อไปนี้ครับ

“พื้นที่หน้าตัดน้อยกว่า ขนาดเหล็กเล็กกว่า ใช้เหล็กน้อยกว่า ราคาถูกกว่า แต่รับแรงได้เท่ากัน“
หลายคนยังยึดติดกับการเทพื้นคอนกรีตว่าต้องใช้ เหล็กเส้นกลม (SR24) ขนาด 9 มิลลิเมตร มานั่งผูกเป็นตะแกรงห่าง 20 เซนติเมตร ถึงจะแข็งแรง แต่ในความเป็นจริงทางวิศวกรรม การเปลี่ยนมาใช้ เหล็กตะแกรงสำเร็จรูป (Wire Mesh) ที่ทำจากเหล็กรีดเย็นแรงดึงสูง (Cold-Drawn Steel Wire) สามารถใช้ขนาดเหล็กที่เล็กกว่า น้ำหนักโดยรวมน้อยกว่า ในขณะที่รับแรงดึงได้เท่ากัน ทำให้ประหยัดทั้งค่าวัสดุและเวลาในการทำงานอย่างมหาศาล
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ขนาดความหนา” ของเส้นเหล็ก แต่อยู่ที่ “พื้นที่หน้าตัดเหล็กรวมต่อความกว้าง 1 เมตร (As)” และ “ค่ากำลังรับแรงดึงทรุด (Yield Strength – fy)” ของเหล็กแต่ละประเภท
ตามมาตรฐาน มอก. เหล็กทั้งสองชนิดมีค่า fy ต่างกันดังนี้:
เหล็กเส้นกลมทั่วไป (SR24): มีค่า fy = 2,400 kg/cm²
เหล็กไวร์เมช (มอก. 737-2549): มีค่า fy = 5,500 kg/cm² (สูงกว่าเหล็กเส้นกลมเกิน 2 เท่า)
เพื่อให้ตะแกรงทั้งสองชนิดรับแรงดึงได้เท่ากัน แรงต้านทานรวมของเหล็ก As x Fy ต้องเท่ากัน :
As (ไวร์เมช) x Fy (ไวร์เมช) = As (เหล็กเส้น) x Fy (เหล็กเส้น)
เมื่อแทนค่ากำลังเหล็ก จะได้สูตรสำเร็จในการหาพื้นที่หน้าตัดไวร์เมชที่ต้องการ:
As (ไวร์เมช) x 5500 kg/cm² = 2400 kg/cm² x Fy (เหล็กเส้น)
As (ไวร์เมช) = (2400/5500) x Fy (เหล็กเส้น)
As (ไวร์เมช) = 0.436 x Fy (เหล็กเส้น)
]]>
สรุปคือ: เราใช้พื้นที่หน้าตัดของเหล็กไวร์เมชเพียงประมาณ 44% ของเหล็กเส้นกลม SR24 ก็สามารถรับแรงดึงได้เท่ากันแล้ว“พื้นที่หน้าตัดน้อยกว่า ขนาดเหล็กเล็กกว่า ใช้เหล็กน้อยกว่า ราคาถูกกว่า แต่รับแรงได้เท่ากัน“
เหล็กรีดเย็นทำมาจากการที่นำเหล็กผ่านกระวนการดึงผ่านแม่พิมพ์และเครื่องกดเพื่อให้ได้รูปแบบและขนาดที่ต้องการโดยใช้อุณหภูมิห้อง ไม่ได้ใช้ความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ดึงทำให้เหล็กมีค่าแรงดันมากขึ้น คุณภาพดี และรูปร่างที่สวย เงางามกว่า ด้วยเหตุนี้เอง ตะแกรงเหล็กไวร์เมช จึงมีคุณสมบัติ Yield Streng เป็น 2 เท่าของเหล็กเส้นรีดร้อนทั่วไป เหล็กรีดเย็นนั้นจะสามารถทำได้รูปร่างหลากหลาย แต่ถ้าจะนำมาทำเป็นตะแกรงเหล็กไวร์เมช ต้องเป็นเส้นกลม และถ้าอยากได้เป็นลายข้ออ้อยก็นำเข้าเครื่องรีดขึ้นลายข้ออ้อยอีกที โดยปัจจุบันผู้รับเหมานิยมใช้แบบลายข้ออ้อยกันเยอะเนื่องจากการยึดเกาะติดปูนได้ดีกว่านั่นเอง
คุณสมบัติของเหล็กรีดเย็นและมาตรฐานการผลิต
1.ปูนคอนกรีต สำคัญมากสำหรับงานก่อสร้าง เป็นวัสดุที่นำมาผสมกันระหว่างปูนซิเมนต์ หิน ทรายและน้ำ โดยเติมสารเคมีลงไป เมื่อผสมเสร็จจะแข็งตัวอย่างช้าๆ ซึ่งน้ำและซิเมนต์จะทำปฏิกิริยาทางเคมีกัน เรียกว่าการไฮเดรชั่น Hydration โดยซิเมนต์จะเริ่มจับตัวกับวัสดุอื่นและแข็งตัว ความแข็งแรงของคอนกรีตจะเริ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากแห้งจากการแข็งตัวในขั้นตอนนี้ถ้าเกิดว่าคอนกรีตจับตัวกับตะแกรงเหล็กไวร์เมชซึ่งไม่ได้คุณภาพ ก็จะทำให้งานที่ได้ออกมาไม่ดี อาจจะทำให้พื้นแตกร้าวก็เป็นได้ คุณสมบัติของคุณกรีตนั้นคือการรับแรงอัดในขณะที่สามารถดึงได้ต่ำ 10% ของแรงอัด ถ้าต้องการให้คอนกรีตสามารถรับแรงดึงได้ต้องเพิ่มตะแกรงเหล็กไวร์เมชหรือเหล็กเส้นเข้าไปในคอนกรีต เพื่อให้ตะแกรงเหล็กไวร์เมชช่วยรับแรงดึงภายในคอนกรีต
2.หิน 3/8 ขนาดคละ ประมาณ 3/8 นิ้ว สำหรับงานคอนกรีตผสมเสร็จและงานแผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป งานหล่อพรีคาสท์ เป็นหินตะกอนคาร์บอนเกิดจากการทับถมของตะกอนคาร์บอเนตในท้องทะเลจากสารอนินทรีย์และซากสิ่งมีชีวิตทับถมกัน
3.ทราย ประกอบด้วยทรายหยาบ จะมีลักษณะเม็ดใหญ่เหมาะแก่การผสมคอนกรีตเช่นโครงสร้าง อาคาร เสา ทรายกลางมีขนาดกลางเหมาะสำหรับก่อกำแพงอิฐหรือผสมคอนกรีตมีข้อเสียคือรับน้ำหนักมากไม่ได้ ทรายละเอียดเล็กมาก มักใช้กับงานฉาบปูนฝาผนัง
4.ลูกปูน ใช้สำหรับแทนลูกปูนหล่อผูกวดเพื่อความสะดวกรวดเร็วเวลานำตะแกรงเหล็กไวร์เมชวางให้ลอยขึ้นจากพื้นก่อนการเทปูน มีหลายขนาด ปัจจุบันนิยมทำมาจากพลาสติก
รูปลูกปูน
5.แบบเหล็กหรือแบบไม้ก่อสร้าง ใช้สำหรับเป็นแม่แบบในการเทปูนให้การทำงานเป็นไปตามแบบที่ต้องการ แบบไม้ราคาไม่แพงแบบไม้จะทำให้งานไม่เรียบเท่าไหร่นัก มีรอยการต่อไม้มากกว่าแบบเหล็ก ซึ่งแม่แบบเหล็กจะได้ผิวคอนกรีตที่เรียบเนียนกว่าแต่ก็ราคาสูงเช่นกัน แม่แบที่ดีต้องไม่บิดเบี้ยว สภาพดี พร้อมใช้งาน ได้ฉาก เรียบ ซึ่งจะมีผลกับการรับน้ำหนักของคอนกรีต
6.กระสอบบ่มปูน ใช้เมื่อเทคอนกรีตเสร็จวางทับหน้าคอนกรีตเป็นการบ่มปูน ไม่ให้เกิดรอยแตกร้าวหรือถ้าต้องการความสะดวกสามารถพ่นน้ำยาบ่มปูนฉีดพ่นก็ได้
]]>จากเดิมในอดีตที่เวลาลูกค้าสั่งตะแกรงเหล็กไวร์เมชจะเลือกสั่งเฉพาะผิวเรียบเส้นกลม ซึ่งทางโรงงานรับผลิตตั้งแต่ 2.6-8.0 มิลลิเมตร(มอก.747) และปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการผลิตลายข้ออ้อยขึ้นมา ผู้รับเหมาก็นิยมใช้กันมากขึ้นเพราะสามารถยึดเกาะปูนได้ดีกว่าและสามารถผลิตตั้งแต่ขนาด 4.0-12.0 มิลลิเมตร(มอก.943) ทำให้ตัวเลือกในการใช้ตะแกรงเหล็กไวร์เมชมีมากขึ้น ปัจจุบันผู้รับเหมาหันมาใช้แบบผิวข้ออ้อยกันอย่างมากไม่ว่าจะเป็นร้านวัสดุก่อสร้าง,ไซต์งานก่อสร้าง,งานราชการ,งานเอกชน เกือบ 95% จะใช้เป็นตะแกรงเหล็กไวร์เมชชนิดข้ออ้อย
อย่างที่ทราบกันว่าตะแกรงเหล็กไวร์เมชมีหลากหลายขนาด ตั้งแต่ 2.6 -12.0 มิลลิเมตร และช่องตาก็ยังมีหลายขนาดอีกตั้งแต่ 5-50 เซนติเมตร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทางวิศวกรผู้ออกแบบต้องเป็นคนคำนวณและกำหนดมาว่าจะใช้ตะแกรงเหล็กไวร์เมชขนาดกี่มิล ช่องตาเท่าไหร่ ต้องมีการทำรายการคำนวณพื้นที่รับน้ำหนัก ยิ่งถ้าเป็นงานถนนของราชการจะมีสเปคเยอะมากต้องขึ้นอยู่กับวิศวกรหน้างานเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนด แต่ถ้าเป็นงานพื้นทั่วไปจะมีอยู่ 2 ขนาดที่นิยมใช้กันบ่อยคือ
1.ตะแกรงเหล็กไวร์เมชข้ออ้อย ขนาด 4.0 x 4.0 มิล @ 20 x 20 กว้าง 2 เมตร ยาว 50 เมตร ม้วนละ 100 ตรม. ราคา ตรม ละ 22.00(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
2.ตะแกรงเหล็กไวร์เมชข้ออ้อย ขนาด 6.0 x 6.0 มิล @ 20 x 20 กว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร แผงละ 18 ตรม. ราคา ตรม ละ 48.00(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
โดยปกติแล้วช่างหรือผู้รับเหมานิยมนำตะแกรงเหล็กไวร์เมชมาวางในแบบแล้วก็เทปูน แต่จะมีปัญหาอยู่ที่ ระยะทาบ ซึ่งมีข้อกำหนดดังนี้
1.ควรหลีกเลี่ยงการต่อลวดเหล็กโดย วิธีทาบ ณ บริเวณที่มีหน่วยแรงสูงสุด (ตำแหน่งที่ลวดนั้นรับแรงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของหน่วยแรงที่ยอมให้) แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้การต่อวิธีนี้ ต้องมีระยะทาบของตะแกรงเหล็กไวร์เมชไม่น้อยกว่าระยะห่างของเส้นลวด และให้บวกเพิ่มอีก 5 เซ็นติเมตร
2.การต่อลวดตะแกรงเหล็กไวร์เมชที่รับแรงไม่เกินครึ่งหนึ่งของหน่วยแรงที่ยอมให้ จะต้องมีระยะทาบไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร
1.ขั้นตอนแรกนำลวด Wirerod มารีดให้ได้ขนาดตามต้องการ เช่น 4 มิล,6 มิล,9มิล,12มิล และถ้าต้องการเป็นชนิดผิวข้ออ้อยก็สามารถขึ้นลายข้ออ้อยในขั้นตอนนี้ได้เลย
2.จากนั้นนำลวดที่ผ่านการรีดเย็นแล้วมาเข้าเครื่องตัดด้านขวาง ซึ่งจะสามารถตัดตั้งแต่ 50 เซนติเมตร ไปจนถึง 3.50 เมตร
3.พอตัดลวดด้านขวางไว้ครบแล้วนำมาเช้าเครื่องอาร์คตะแกรงเหล็กไวร์เมช ค่อยๆหยอดเส้นขวางลงไปจากนั้นเครื่องจักรจะทำการเชื่อมตะแกรง โดยขั้นตอนการเชื่อมจะเป็นการกดลงระหว่างเส้นยืนกันเส้นขวางแล้วใช้ไฟฟ้าเป็นตัวหลอมละลายให้เป็นเนื้อเดียวกัน ขั้นตอนนี้สำคัญมากถ้าเชื่อมไม่ดี ใช้เวลามากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็อาจจะทำให้คุณภาพของตะแกรงเหล็กไวร์เมช ณ จุดตัดออกมาไม่ดี ถ้าเชื่อมไม่นานก็อาจจะทำให้เหล็กไม่ติด หลุดออกจากกันได้ เป็นต้น จากนั้นเมื่อเชื่อมเสร็จแล้วตะแกรงไวร์เมชจะถูกส่งออกมาทางหน้าเครื่องและเครื่องตัดก็จะตัดเมื่อได้ความยาวตามที่กำหนดไว้ เช่น กำหนดความยาวไว้ ที่6 เมตร หรือ 10เมตรถ้าเป็นงานแผงนิยมทำกันที่ไม่เกิน 10 เมตรเนื่องจากสะดวกในการขนส่งซึ่งต้องใช้รถเทรเลอร์ในการจัดส่งสินค้า หรือถ้าจะทำเป็นม้วน ม้วนเล็กนิยมทำกันที่ 25 เมตร หรือม้วนใหญ่ 50 เมตร เมื่อตะแกรงเหล็กไวร์เมชถูกตัดเรียบร้อยแล้วงานแผงก็สามารถยกไปเก็บได้เลย แต่ถ้าเป็นงานม้วนต้องนำไปเข้าเครื่องช่วยม้วนอีก 1 ขั้นตอน ส่วนใหญ่ เหล็กขนาด 4 มิลนิยมม้วนที่ 50 เมตร และเหล็กขนาด 6 มิล นิยมม้วนที่ 25 เมตร
ผลิตตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม : มอก.737,747,943,/ASTM A 82,ASTM A 185-88, (equivalent to AASHTO M-32 and M-55)/BS 4482-69,BS 4483-69
สัญลักษณ์ของลวดยืน และลวดขวาง CDR 4.0-6.0(4.0-6.0 มิลลิเมตร)
เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของเส้นผ่านศูนย์กลาง +/- 0.1 มิลลิเมตร
รายการข้างต้นเป็นกรเปรียบเทียบเฉพาะตะแกรงเหล็กไวร์เมชกับเหล็กเส้นที่เป็นชนิดผิวเรียบเส้นกลมเท่านั้น ถ้าต้องการทราบชนิดของข้ออ้อยหรือขนาดที่นอกเหนือจากนี้ต้องให้ทางวิศวกรของทางบริษัทเป็นผู้ทำรายการคำนวนให้เท่านั้น
เหล็กเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับชีวิตของคนเรา และยังถือส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เป็นมาตรวัดเศรษฐกิจทั้งโลกเลยก็ว่าได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโลกของเราได้ผลิตเหล็กขึ้นมาเยอะมาก แต่ราคาก็ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆและมีการแข่งขันที่รุนแรงอยู่ ความต้องการใช้เหล็กจะสูงขึ้นในปี 2019 และมีข่าวว่ากลุ่มนายทุนจากจีนจะเข้ามาไทยและนำเครื่องจักรเก่ามาผลิตเหล็กที่เมืองไทยโดยการ Take over โรงเหล็กของไทย คาดการณ์ว่าถ้าเป็นแบบนั้นจริง สถานการณ์ราคาเหล็กในเมืองไทยจะต่ำลงและการแข่งขันในตลาดจะดุเดือดกันแน่นอน
]]>-งานเล็กงานน้อยทางโรงงานเราก็รับหมดครับ เริ่มตั้ง 1 ตรม.เป็นต้นไป แต่ถ้ายิ่งสั่งมากราคายิ่งถูกลงเช่นกันครับ
-บริการขนส่งรวดเร็วทันใจ สินค้าถึงหน้างานทันเวลาก่อนเทปูน มีบริการลงของด้วยรถเฮี้ยบ รถเครน
-มีบริการเก็บเงินค่าสินค้าปลายทาง
-มีบริการทำรายการคำนวณเปลี่ยนแปลงเทียบเหล็กเส้นทั่วไปเป็นตะแกรงเหล็กไวร์เมช ไม่มีค่าใช้จ่าย
-มีบริการส่ง ตะแกรงเหล็กไวร์เมช ไปทดสอบตามสถาบันต่างๆ
-ราคาถูกกว่าในท้องตลาดเนื่องจากเป็นโรงงานโดยตรงไม่ผ่านคนกลาง
]]>1.ราคาถูกเนื่องจากเป็นโรงงานโดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
2.ได้สินค้ารวดเร็ว ถ้าต้องการของด่วนทางโรงงานเราก็มีสต็อคตลอดเวลา พร้อมส่ง
3.บริการรถนส่งให้ถึงหน้างานด้วยรถขนส่งจากทางโรงงานเองและก็ยังมีบริการรถจ้างที่เข้ามาร่วมงานกับทางโรงงานเราหลายคัน
4.สามารถทำรายการคำนวณแลงเหล็กจากเหล็กเส้นทั่วไปเทียบเป็นตะแกรงเหล็กไวร์เมชได้และมีวิศวกรเซ็นรับรองให้
5.เหล็กได้มาตรฐาน มอก.ทุกเส้น คุณภาพทุกช่อง เหล็กไม่มีปัญหา สามารถส่งงานได้ทั้งรัฐบาลและเอกชน
6.มีบริการเก็บเงินปลายทาง
7.มีพนง.ติดต่อหลายคนหลายช่องทาง ไม่ซื้อไม่ว่า สอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง
]]>