The post BHA กับ AHA ต่างกันยังไง appeared first on All NEWS Center.
]]>ถึงเวลาหยุดวงจรผิวพังแล้วมาทำความรู้จักกับ “กรดผลัดเซลล์ผิว” สองตัวท็อปของวงการ บทความนี้จะสรุปให้ชัดเจนไปเลยว่า BHA กับ AHA ต่างกันยังไง เพื่อให้คุณหยิบสกินแคร์ขวดต่อไปมาใช้กู้หน้าใสได้ตรงจุด แบบไม่ทำร้ายเกราะป้องกันผิว!
| คุณสมบัติหลัก | AHA (Alpha Hydroxy Acids) | BHA (Beta Hydroxy Acids) |
| การละลาย | ละลายในน้ำ (Water-soluble) | ละลายในน้ำมัน (Oil-soluble) |
| จุดเด่นการทำงาน | สลายกาวยึดเกาะเซลล์ผิว “บนผิวชั้นนอก” | ซึมลึกทะลวงความมัน “ในรูขุมขน” |
| ปัญหาผิวที่ตอบโจทย์ | ผิวหมองคล้ำ, รอยดำรอยแดง, ริ้วรอยตื้นๆ | สิวอุดตัน, สิวเสี้ยน, รูขุมขนกว้าง, ผิวมัน |
| สภาพผิวที่เหมาะสม | ผิวแห้ง, ผิวธรรมดา, ผิวมีอายุ | ผิวมัน, ผิวผสม, ผิวเป็นสิวง่าย |
| ตัวอย่างสารสกัด | Glycolic Acid, Lactic Acid, Mandelic Acid | Salicylic Acid (ที่นิยมใช้มากที่สุด) |
AHA หรือ Alpha Hydroxy Acids คือกรดผลัดเซลล์ผิวที่มักสกัดมาจากธรรมชาติ เช่น ผลไม้วิตามินสูง นม หรือน้ำตาล
คุณสมบัติเด่นของ AHA คือการ “ละลายในน้ำ” ทำให้มันทำงานได้ดีเยี่ยมบริเวณ “ผิวชั้นบนสุด” (Epidermis)
หน้าที่หลักของ AHA คือการเข้าไปละลายพันธะที่ยึดเกาะเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกอย่างอ่อนโยน ช่วยเผยผิวใหม่ที่กระจ่างใส เรียบเนียน และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวได้อีกด้วย

BHA หรือ Beta Hydroxy Acids (ที่วงการสกินแคร์รู้จักกันดีในชื่อ Salicylic Acid) คือกรดสังเคราะห์ที่มีโครงสร้างต่างจาก AHA เล็กน้อย
จุดเด่นที่ทำให้ BHA แตกต่างอย่างสิ้นเชิงคือการ “ละลายในน้ำมัน” ด้วยความสามารถนี้ BHA จึงไม่ได้ทำงานแค่บนผิวด้านนอก แต่สามารถซึมลึกทะลุชั้นน้ำมัน (Sebum) เข้าไปทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ “ภายในรูขุมขน” ได้โดยตรง

เพื่อไม่ให้ผิวระคายเคือง ลองเช็คสภาพผิวของคุณตาม Guideline ด้านล่างนี้ครับ
หากคุณไม่มีปัญหาสิวอุดตันกวนใจ แต่ผิวดูหยาบกร้าน สีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือมีรอยดำรอยแดงทิ้งไว้หลังสิวหาย
AHA คือคำตอบของคุณ เพราะจะช่วยลอกเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออก เผยผิวสว่างใส พร้อมคงความชุ่มชื้นไว้บนผิว
หากหน้าคุณมันเยิ้มระหว่างวัน จับไปแล้วสากมือเพราะสิวผด สิวเสี้ยน และมีสิวอุดตันรอวันอักเสบอยู่เต็มไปหมด
BHA คือฮีโร่ของคุณ เพราะสามารถทะลวงเข้าไปทำความสะอาดไขมันในรูขุมขน ตัดวงจรสิวซ้ำซากตั้งแต่ต้นตอ

มาถึงตรงนี้ คุณคงได้คำตอบแล้วว่า BHA กับ AHA ต่างกันยังไง สรุปสั้นๆ คือ AHA เคลียร์ผิวชั้นนอกให้กระจ่างใส ส่วน BHA มุดเข้าไปเคลียร์สิวอุดตันในรูขุมขน เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของการใช้กรดผลัดเซลล์ผิว คือการเริ่มต้นจากความเข้มข้นต่ำๆ และสังเกตปฏิกิริยาของผิวตัวเองเสมอ อย่าลืมบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเสริมชั้นผิวให้แข็งแรงควบคู่ไปด้วยนะครับ
แล้วตอนนี้… เมื่อมองดูกระจก คุณคิดว่าผิวของคุณกำลังส่งสัญญาณว่าต้องการการดูแลจาก AHA หรือ BHA มากกว่ากันครับ?
The post BHA กับ AHA ต่างกันยังไง appeared first on All NEWS Center.
]]>The post ปีใหม่ 2568 เที่ยวไหนดี? รวม 10 จุดเช็กอินยอดนิยมต้อนรับปีใหม่ appeared first on All NEWS Center.
]]>ไม่มีที่ใดจะเหมาะกับการต้อนรับปีใหม่ไปกว่า “เชียงใหม่” เมืองแห่งวัฒนธรรมล้านนาและธรรมชาติอันงดงาม นักท่องเที่ยวสามารถไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ ดอยอินทนนท์ จุดสูงสุดของประเทศไทย ที่อุณหภูมิบางวันลดลงถึงเลขตัวเดียว นอกจากนี้ยังมี ถนนคนเดินท่าแพ ให้เดินช้อปของฝาก และ งานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ประตูท่าแพ ซึ่งจัดอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี ใครที่อยากชมการจุดพลุสวย ๆ และร่วมเคานต์ดาวน์แบบอบอุ่นในเมืองสุดคลาสสิก ที่นี่คือคำตอบ
หากอยากสัมผัสอากาศหนาวจับใจพร้อมชมทะเลหมอกขาวโพลน “ภูทับเบิก” คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด บรรยากาศในช่วงปีใหม่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาปักหลักกางเต็นท์รอชมแสงแรกของปีใหม่ นอกจากวิวสวยแล้ว ยังสามารถแวะเที่ยว ภูหินร่องกล้า ชมความงามของธรรมชาติและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้อีกด้วย แนะนำให้จองที่พักล่วงหน้า เพราะช่วงปีใหม่เต็มเร็วมาก
สำหรับคนที่อยากเที่ยวแบบไม่ต้องเดินทางไกล “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” จังหวัดนครราชสีมา คือจุดหมายยอดนิยมทุกปี ที่นี่อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการตั้งแคมป์ใต้ฟ้าเต็มดาว นอกจากธรรมชาติ ยังมีคาเฟ่สวย ๆ และไร่องุ่นให้เที่ยว เช่น PB Valley หรือ Primo Piazza ที่ให้บรรยากาศยุโรปเบา ๆ เหมาะกับการถ่ายรูปปีใหม่สุดโรแมนติก
ใครอยากหนีความวุ่นวาย มารับลมหนาวในเมืองเล็ก ๆ อย่าง “แม่ฮ่องสอน” คือคำตอบ ที่นี่เต็มไปด้วยภูเขาและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สถานที่ยอดนิยมได้แก่ ปาย ที่มีถนนคนเดิน บรรยากาศสุดชิล และ จุดชมวิวหยุนไหล ที่สามารถชมทะเลหมอกได้สวยงามมากในตอนเช้า เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสงบและสดชื่น
“ภูเรือ” จังหวัดเลย ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในช่วงปีใหม่คุณสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอกที่ อุทยานแห่งชาติภูเรือ และเพลิดเพลินกับไร่ดอกไม้สีสันสดใส บริเวณใกล้ ๆ ยังมี เชียงคาน เมืองเล็ก ๆ ริมโขงที่เต็มไปด้วยบ้านไม้และบรรยากาศย้อนยุค เหมาะกับการเดินเล่น จิบกาแฟ แล่นดูแม่น้ำโขงยามเย็น
สำหรับสายทะเล “ภูเก็ต” คือสวรรค์แห่งการพักผ่อนในช่วงปีใหม่ ชายหาดป่าตองมักมีงานเคานต์ดาวน์ยิ่งใหญ่ พร้อมการแสดงพลุสุดอลังการ นอกจากปาร์ตี้ คุณยังสามารถไปพักผ่อนที่ หาดกะตะ หาดในยาง หรือ เกาะพีพี ได้อีกด้วย ใครอยากเริ่มต้นปีใหม่ด้วยแสงแดดและเสียงคลื่น ภูเก็ตคือตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่ไม่ควรพลาด
แม้จะเป็นเมืองหลวงที่แสนวุ่นวาย แต่ช่วงปีใหม่ กรุงเทพฯ กลับคึกคักไปด้วยสีสันของงานเฉลิมฉลอง ไม่ว่าจะเป็นการเคานต์ดาวน์ที่ ไอคอนสยาม, เซ็นทรัลเวิลด์, หรือ เอเชียทีค ซึ่งมีคอนเสิร์ตและพลุสุดตระการตา อีกกิจกรรมยอดนิยมคือ การสแกน QR CODE ผ่านมือถือ เพื่อร่วมลุ้นของรางวัลหรือรับโปรโมชั่นจากห้างสรรพสินค้าในช่วงเทศกาล เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากเดินทางไกลแต่ยังอยากสัมผัสบรรยากาศปีใหม่สุดมันส์ และถ้าอยากขับรถเที่ยวใกล้กรุงต่ออีกนิด ลองแวะไป ฉะเชิงเทรา. เมืองแห่งหลวงพ่อโสธร ที่มีวัดสวยและคาเฟ่ริมน้ำให้แวะพักผ่อนก่อนกลับบ้าน
เชียงรายเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับความนิยมในช่วงปีใหม่ ด้วยอากาศหนาวและทิวทัศน์ภูเขาที่สวยงาม จุดท่องเที่ยวยอดฮิตคือ ภูชี้ฟ้า ที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอกได้อย่างงดงาม นอกจากนี้ยังมี วัดร่องขุ่น และ ไร่ชาฉุยฟง สำหรับสายถ่ายรูป ที่นี่เหมาะกับทั้งครอบครัวและคู่รักที่อยากสัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมในเวลาเดียวกัน
ใครอยากเที่ยวแบบช้า ๆ สงบ ๆ ลองไปที่ “สังขละบุรี” จังหวัดกาญจนบุรี เมืองเล็ก ๆ ที่รายล้อมด้วยภูเขาและแม่น้ำซองกาเลีย ไฮไลต์คือ สะพานมอญ ที่เป็นสะพานไม้ยาวที่สุดในประเทศไทย นักท่องเที่ยวนิยมมาร่วมตักบาตรยามเช้ากับชาวมอญ และชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพาน ถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่อย่างมีความหมายและอิ่มเอมใจ
สำหรับสายปาร์ตี้และบรรยากาศริมทะเล “เกาะสมุย” จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือจุดหมายยอดฮิต ช่วงปีใหม่จะมีงาน Beach Party ตามหาดเฉวงและละไม มีทั้งดนตรีสด แสงสี และการจุดพลุเหนือท้องทะเล นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นเรือไปเที่ยว เกาะพะงัน เพื่อสัมผัส Full Moon Party ที่โด่งดังระดับโลกได้อีกด้วย ใครที่อยากส่งท้ายปีเก่าด้วยเสียงเพลงและความสนุก เกาะสมุยคือคำตอบสุดเพอร์เฟกต์
ไม่ว่าคุณจะชอบเที่ยวภูเขา ทะเล หรือเมืองใหญ่ ปีใหม่ 2568 นี้มีสถานที่สวยงามมากมายทั่วประเทศให้เลือกไปพักผ่อนและเติมพลังให้ชีวิต การได้ใช้เวลาร่วมกับคนที่คุณรัก ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเริ่มต้นใหม่ คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดของเทศกาลนี้
ไม่ว่าจะไป เชียงใหม่ชมหมอก, ภูเก็ตดูพลุริมทะเล, ฉะเชิงเทรา. ไหว้พระขอพร หรือ สังขละบุรีใส่บาตรยามเช้า ขอให้ทุกคนมีความสุขและเริ่มต้นปีใหม่ด้วยพลังใจที่สดใส พร้อมก้าวไปข้างหน้าในปี 2568 อย่างมั่นคงและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ
The post ปีใหม่ 2568 เที่ยวไหนดี? รวม 10 จุดเช็กอินยอดนิยมต้อนรับปีใหม่ appeared first on All NEWS Center.
]]>The post ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ด้วยเครื่องย่อยเศษอาหาร appeared first on All NEWS Center.
]]>การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดปริมาณขยะเศษอาหารก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ เครื่องย่อยเศษอาหาร มีความสามารถในการย่อยสลายเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ภายในเวลาสั้น ๆ ทำให้ไม่ต้องทิ้งขยะไว้นานเป็นเวลานานและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลายของขยะ
การใช้เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะเศษอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างประโยชน์อื่น ๆ ให้กับสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้ปุ๋ยเคมีและการสร้างปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณค่าสูง ทำให้เกิดกระบวนการเกิดปฏิกิริยาทางชีวภาพในดินที่ดีขึ้น และช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชได้อีกด้วย
ในบทความนี้เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าเครื่องกำจัดขยะเศษอาหารสามารถช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างไร

ขยะเศษอาหารเป็นปัญหาที่รุนแรงในการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ในแต่ละปี ปริมาณขยะที่เกิดจากเศษอาหารทั่วโลกมีมากถึง 2.5 พันล้านตัน และในประเทศไทยเองก็มีปริมาณขยะมูลฝอยมากกว่า 27 ล้านตันต่อปี
จากปริมาณขยะทั้งหมดนี้ 64% เป็นขยะอินทรีย์โดยมีขยะเศษอาหารเป็นส่วนใหญ่ วิธีการทำลายขยะเศษอาหารที่นิยมคือการฝังกลบซึ่งจะทำให้เกิดกระบวนการย่อยสลายแบบไร้อากาศ ซึ่งผลิตก๊าซมีเทนที่เป็นก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่งผลกระทบต่อโลกมากขึ้นโดยเฉพาะก๊าซเรือนกระจกและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
เมื่อเศษอาหารถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง ไม่เพียงเกิดการเน่าเสียและย่อยสลายอย่างช้า ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อโรคและสารอาหารสำหรับสัตว์พาหะที่สามารถเป็นต้นแบบของโรคได้ด้วย ดังนั้น การจัดการขยะเศษอาหารด้วยเครื่องย่อยเศษอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดปริมาณขยะและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องย่อยเศษอาหารนับเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ช่วยให้เราลดการสร้างขยะจากเศษอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนี้เป็นผลมาจากการพัฒนาต่อเนื่องเพื่อให้เราสามารถมีส่วนร่วมในการปกป้องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในบ้านเราเอง โดยเครื่องย่อยเศษอาหารไฟฟ้า ทำงานโดยการผสมผสานเทคโนโลยีและจุลินทรีย์พิเศษเข้าด้วยกัน
การใช้งานก็ง่ายมาก โดยเราเพียงแค่ใส่เศษอาหารหรือขยะอินทรีย์ต่าง ๆ เช่น เศษผัก ผลไม้ หรือเศษอาหารที่เราต้องการกำจัดลงในเครื่อง หลังจากนั้นตัวเครื่องก็จะทำหน้าที่ในการแปรเปลี่ยนเศษอาหารเหล่านี้ให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น
การลดปริมาณขยะเศษอาหารด้วยเครื่องย่อยเศษอาหาร ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับเศษอาหารที่เราทิ้งไปด้วย ด้วยการแปรเปลี่ยนเป็นปุ๋ยที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้อีกด้วย
ดังนั้นเครื่องย่อยเศษอาหารก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการช่วยลดการสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์และประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมของโลกเราในเวลาเพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอนง่าย ๆ เท่านั้น

การใช้เครื่องย่อยเศษอาหารไม่เพียงเพียงแค่ช่วยลดปริมาณขยะที่ไม่จำเป็นและลดการสร้างก๊าซมีเทนจากการย่อยสลายของเศษอาหารเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ที่สำคัญในการสร้างปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากกระบวนการแปรเปลี่ยนเศษอาหารของเครื่อง นั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายอย่าง
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากเครื่องย่อยเศษอาหาร นอกจากจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพของดินรอบบ้านแล้ว ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย เช่น
ดังนั้น การใช้เครื่องย่อยเศษอาหาร เพื่อสร้างปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพไม่เพียงแค่ช่วยลดการสร้างขยะและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นสำหรับโลกของเราอีกด้วย การนำปุ๋ยอินทรีย์มาใช้จะช่วยให้การเกษตรและการเพาะปลูกมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังสร้างวงจรทางเอกลักษณ์ที่เป็นประโยชน์ให้กับโลกของเราอีกด้วย
การใช้งานเครื่องย่อยเศษอาหารเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เกิดจากการสร้างขยะ เราสามารถลดปริมาณขยะที่ไม่ต้องการได้โดยการแปรเปลี่ยนเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสำหรับการใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้เครื่องย่อยเศษอาหาร ยังช่วยเหลือในการลดปริมาณขยะที่เราไม่ต้องการสร้างขึ้น และสร้างปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างลงตัว ด้วยนวัตกรรมนี้ เราไม่เพียงเพียงช่วยลดผลกระทบที่สร้างขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเสริมสร้างวงจรทางเอกลักษณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อโลกสีเขียวของเราอีกด้วย
The post ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ด้วยเครื่องย่อยเศษอาหาร appeared first on All NEWS Center.
]]>The post ทายนิสัยจากสีผ้าปูที่นอน บ่งบอกความเป็นตัวคุณ appeared first on All NEWS Center.
]]>
ผ้าปูที่นอนโทนสีส้ม
เริ่มต้นด้วยโทนสีส้ม ซึ่งอยู่ในโหมดของโทนสี Pantone 2024 ซึ่งไม่ว่าผ้าปูที่นอนจะเป็นส้มเฉดไหนก็ตาม สีส้มสด สีส้มอ่อน สีส้มพีช สีส้มอิฐ หรือสีส้มแอปพลิคอต สำหรับคนที่ชอบผ้าปูที่นอนโทนสีส้ม เป็นคนชอบแข่งขัน ชอบเอาชนะ โดยเฉพาะการแข่งขันกับตัวเอง เพราะมักจะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจในสิ่งที่ตั้งเป้าไว้สูง ล็อคเป้าไว้แล้วต้องทำให้ได้ จึงมีความตั้งใจกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ตลอดเวลา

ผ้าปูที่นอนโทนสีแดง
สีแดง แรงฤทธิ์ หากใช้เป็นสีตกแต่งภายในบ้าน หรือแม้แต่การแต่งห้องนอน ก็ช่วยเพิ่มสีสัน และความกระตือรืนร้นให้กับคนในบ้านได้ แถมยังดูหรูหรามีระดับ แต่ควรระวัง อย่าใช้สีแดงมากเกินไป เพราะจะส่งพลังงานล้นจนทำให้รู้สึกฮึกเหิมตลอดเวลา จนกลายเป็นร้อนรุ่ม และหัวร้อนได้ง่าย สำหรับใครที่ชื่นชอบผ้าปูที่นอนสีแดง ไม่ว่าจะโทนแดงแบบไหน สีแดงสด สีแดงกำมะหยี่ สีแดงเลือดหมู ฯลฯ เป็นคนมีเสน่ห์ เซ็กซี่ มีความร้อนแรงอยู่ในตัว มักมีคนมาหลงเสน่ห์อยู่บ่อย ๆ แต่เจ้าตัวก็ตกหลุมรักคนอื่นได้ง่ายเช่นกันนะ

ผ้าปูที่นอนโทนสีชมพู
สีชมพูเป็นอีกสีที่สาว ๆ ชื่นชอบ แต่ผู้ชายก็ใช้สีชมพูจัดแต่งห้องนอนได้เหมือนกันนะ โดยอาจเลือกเป็นสีชมพูเข้ม หรือใช้สีชมพูตัดกับสีเทา ช่วยเพิ่มความเก๋และมีสไตล์แก่ห้องนอนได้มาก ๆ เลย ยิ่งถ้าเป็นห้องนอนของคู่รัก ถือว่าเป็นการเจอกันตรงกลางได้พอดิบพอดี สำหรับใครที่ชอบผ้าปูที่นอนสีชมพู เป็นคนจิตใจอ่อนโยน อ่อนหวาน ชอบความโรแมนติก อยากมีรักแบบในนิยาย แต่มีความมุ่งมั่น และมีความพยายามพอสมควร

ผ้าปูที่นอนโทนสีขาว
ผ้าปูที่นอนสีขาว สะอาดตา เกรดพรีเมียม และน่านอน เป็นสีผ้าปูที่นอนยอดนิยมของใครหลายคน โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม อาคารที่พักในรูปแบบต่าง ๆ เพราะช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับสถานที่ได้เป็นอย่างดี แถมยังแมตช์กับทุกสีและการตกแต่งได้หลายสไตล์ ใครที่ชื่นชอบผ้าปูที่นอนสีขาวเป็นพิเศษ เป็นคนที่มีความเป็นระเบียบ มีความมุ่งมั่น และพยายามทำตามเป้าหมาย แต่ก็แอบมีความเป็นคนอิจฉาตาร้อนเล็ก ๆ ในบางครั้ง

ผ้าปูที่นอนโทนสีครีม
สีครีม เย็นตา แนวสีเอิร์ทโทน ให้ความวินเทจเล็ก ๆ สะอาดตาคล้ายสีขาว แต่มีความซอร์ฟ ละมุนตากว่า มินิมอล มินิใจ เหมาะกับการแต่งบ้านแนวมูจิมาก ๆ แต่ถ้าใครที่ชอบสีผ้าปูที่นอนสีครีม เป็นคนที่ดูเหมือนนิ่ง ๆ แต่ชื่นชอบการแข่งขัน ชอบเอาชนะ แม้แต่เรื่องความรัก เพราะจะยื้อยุด ทำทุกหนทางเพื่อไม่ให้คนรักหลุดมือไป

ผ้าปูที่นอนโทนสีเขียว
สีเขียว สีโทนเย็น ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย บำบัดจากการเหนื่อยล้า รู้สึกสงบเหมือนได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ธีมการตกแต่งสีเขียวกับขาว ยิ่งเพิ่มเพิ่มความเก๋ให้กับบ้านสุด ๆ แต่สำหรับใครที่ชอบผ้าปูที่นอนสีเขียว เป็นคนสุภาพ อดทน จริงจัง มักแคร์คำพูดคนอื่นมากเกินไป ไม่ชอบถูกตำหนิ แต่ก็พร้อมจะรับฟังและแก้ไข

ผ้าปูที่นอนโทนสีฟ้า
สีฟ้า เป็นอีกสียอดฮิตในการนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงการตกแต่งสถานที่ด้วยเช่นกัน ให้ความรู้สึกเบาสบายตา เสมือนได้มองท้องฟ้ากว้าง แต่สำหรับคนที่ชอบผ้าปูที่นอนสีฟ้า เป็นคนสุขุม นุ่มนวล ใจเย็น ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวกับใคร กระตือรือร้น แต่ก็มีความเป็นเด็กอยู่ในตัวค่อนข้างสูง

ผ้าปูที่นอนโทนสีดำ
การตกแต่งห้องนอน หรือผ้าปูที่นอนสีดำ ช่วยเพิ่มเลเวลความเป็นลักชูรีขั้นสุด แถมยังเป็นสีฮอตฮิตของหนุ่ม ๆ หลายคน หรือแม้แต่สาว ๆ ที่อาจเลือกใช้สีดำตัดความเลี่ยนของสีหวาน ๆ อย่างสีชมพู สีส้ม ทำให้ได้สไตล์การแต่งห้องนอนสวยเก๋ แปลกใหม่ ส่วนใครที่ชอบผ้าปูที่นอนสีดำ เป็นคนที่มีความอดทน แข็งแกร่ง สนุกสนาน ชอบความท้าทาย ยึดมั่นในความคิดของตัวเอง เปลี่ยนใจยาก โดยเฉพาะเรื่องความรัก
The post ทายนิสัยจากสีผ้าปูที่นอน บ่งบอกความเป็นตัวคุณ appeared first on All NEWS Center.
]]>The post เจ็บป่วยไม่มีสาเหตุ เช็กเลย ใช่ภาวะ SBS หรือป่วยโรคแพ้ตึกอยู่หรือเปล่า appeared first on All NEWS Center.
]]>โรคแพ้อาคาร หรือเรียกอีกอย่างว่า โรค SBS ย่อมาจาก Sick Building Syndrome คือ อาการป่วยที่เกิดจากร่างกายมีภาวะผิดปกติด้านสุขภาพ ซึ่งเกิดจากการได้รับมลภาวะภายในอาคาร โดยอาจมีสาเหตุได้หลายปัจจัย ไม่สามารถระบุได้ชัดเจน เช่น วัสดุโครงสร้างหรือสีที่ใช้ภายในอาคาร ระบบการถ่ายเทอากาศภายในอาคาร จนส่งผลให้มีอาการป่วย แต่ไม่มีลักษณะเฉพาะโรค มักจะพบในกลุ่มคนทำงานในอาคาร หรือผู้ที่ใช้เวลาอยู่ในอาคารต่อเนื่องนาน ๆ เช่น สำนักงาน และอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อออกนอกตัวอาคาร

โดยอาการของ SBS มักจะปรากฏเมื่อผู้ป่วยอยู่ในอาคาร และจะเริ่มมีอาการต่าง ๆ ดังนี้
นอกจากนี้ บางรายอาจมีอาการง่วงเหงาหาวนอน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ง่วงนอน และบางรายอาจมีอาการเรื้อรังอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น แพ้สารเคมีง่ายขึ้น หรือ ระบบประสาทผิดปกติ
สาเหตุของการเกิดโรคแพ้อาคาร ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการ SBS ดังนี้
สรุปสาเหตุหลัก ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคแพ้อาคาร หรือ โรค SBS คือ อาคารใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งจากวัสดุสังเคราะห์ ที่ทำให้เกิดสารพิษ การระบายอากาศภายในอาคารไม่ดี และ ก๊าซพิษจากสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ในตึก ดังนั้น สารพิษจากโครงสร้างอาคาร วัสดุตกแต่งต่าง ๆ ถือว่าเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดอาการ SBS เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ทำมาจากวัสดุสังเคราะห์ พลาสติก กระดานไฟเบอร์ และเศษไม้ ที่ใช้กาวเรซินหรือยางสังเคราะห์ยึดติดวัสดุเข้าด้วยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ปล่อยสารพิษออกสู่อากาศ และเราก็สูดดมเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัว ยังไม่รวมถึงเครื่องใช้ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่มีการปล่อยสารพิษเป็นไอระเหยสู่อากาศ วนเวียนอยู่ภายในอาคาร ทำให้เราเจ็บป่วยโดยไม่มีสาเหตุได้ง่าย

แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีวิธีการรักษาภาวะ SBS โดยเฉพาะ แต่สามารถบรรเทาอาการตามที่เป็น และหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ ที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการกำเริบ เช่น ใช้ยารักษาโรคภูมิแพ้เมื่อมีอาการคันบริเวณอวัยวะต่าง ๆ ใช้ยารักษาโรคหอบหืดเพื่อรักษาภาวะหายใจลำบาก หรือ ใช้ยาฟลูออกซิทีนเพื่อช่วยให้นอนหลับและบรรเทาความเครียด และหาโอกาสออกไปนอกอาคาร หรือออกไปยืนรับลมตรงระเบียง ริมหน้าต่าง หรือไปเดินเล่น ออกกำลังกายตามสวนสาธารณะ เป็นต้น นอกจากนี้ อาจปรับปรุงสภาพแวดล้อมในบ้านหรือที่ทำงาน ดังนี้
สำหรับวิถีชีวิตคนเมือง ย่อมมีโอกาสสูงของการเกิดภาวะตึกเป็นพิษ และรูปแบบไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันอาจทำให้หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การหาโอกาสไปพักผ่อนในสถานที่ธรรมชาติ หรือไปนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจตามสวนสาธารณะบ้าง เพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็น “มนุษย์ตึก” แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น และอาจไม่ได้ช่วยให้หายขาด แต่ก็ช่วยบรรเทาจากภาวะ SBS ลงได้บ้าง
The post เจ็บป่วยไม่มีสาเหตุ เช็กเลย ใช่ภาวะ SBS หรือป่วยโรคแพ้ตึกอยู่หรือเปล่า appeared first on All NEWS Center.
]]>The post 5 อาการที่ต้องเฝ้าระวัง สัญญาณเตือนน้องหมาป่วยโรคไตวายเรื้อรัง appeared first on All NEWS Center.
]]>
1. อาเจียน เบื่ออาหาร
อาการที่พบได้บ่อยในสุนัขป่วยโรคไตวายเรื้อรัง คือ เบื่ออาหาร อาเจียน ซึม ไม่ร่าเริง และน้ำหนักลดลงผิดปกติ เนื่องจากร่างกายมีการสะสมของเสียในปริมาณมาก โดยเฉพาะ ของเสียที่เกิดจากจากไนโตรเจน สารจำพวก Uremic toxin ในกระแสเลือด เพราะไตสุนัขไม่สามารถขับของเสียได้ตามปกติ ทำให้ของเสียไปกระตุ้นสารเคมีในสมองส่วนของ Medulla oblongata จนเกิดอาการคลื่นไส้ และอาเจียนของเสียออกมา สำหรับน้องหมาเบื่ออาหาร กินอาหารไม่ค่อยได้ หรือไม่กินอาหารเลย อาจอาเจียนออกมาเป็นน้ำย่อย หรือมีน้ำดี ลักษณะเป็นของเหลวสีเหลืองปนเขียวปะปนออกมาด้วย แต่สุนัขบางตัวอาจมี Gastin ในกระแสเลือดสูง ซึ่งเกิดจากไตวาย ทำให้มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป และเกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีการอักเสบและแผลหลุม อาจอาเจียนออกมาเป็นเลือด หรือเป็นของเหลวสีดำคล้ำได้ หากน้องหมาอาเจียนบ่อย ๆ จะส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ ดังนั้น หากน้องหมาอาเจียนมากกว่า 3 ครั้ง ควรรีบพาไปหาสัตวแพทย์ทันที

2. กินน้ำเยอะ และ ปัสสาวะมากกว่าปกติ
หากน้องหมากินน้ำเยอะ และปัสสาวะมากผิดปกติ เสี่ยงต่อการเกิด ภาวะขาดน้ำ ในสุนัขป่วยโรคไตวายเรื้อรัง เกิดจากการที่น้ำในร่างกายไม่สมดุล ระหว่างการรับน้ำเข้าสู่ร่างกาย และการขับน้ำออกจากร่างกาย โดยส่วนนี้เกี่ยวกับการไหลผ่านของน้ำที่หน่วยไตน้องหมา ไม่สามารถดูดน้ำกลับคืนได้ตามปกติ ทำให้มีการผลิตปัสสาวะออกมามาก และเมื่อน้องหมาปัสสาวะออกมาก ก็จะพยายามกินน้ำมากขึ้น เพื่อเข้าไปทดแทน แต่น้องหมาที่ไม่สามารถกินน้ำได้มากพอตามที่ร่างกายสูญเสียไป เสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำได้เช่นเดียวกับสุนัขที่อาเจียนบ่อย ๆ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพน้องหมา
สามารถทดสอบภาวะขาดน้ำของสุนัขได้ง่าย ๆ โดยการดึงผิวหนังน้องหมาขึ้น หากผิวหนังคืนตัวช้า หรือไม่สามารถเด้งกลับคืนสภาพปกติได้ทันที แสดงว่าสุนัขมีภาวะขาดน้ำ ต้องได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและเร่งด่วน ภายใน 24 ชั่วโมง

3. ความดันโลหิตสูง
เมื่อการทำงานของไตเสื่อมลง จะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เป็นอีกอาการที่พบในสุนัขโรคไต และยิ่งกระตุ้นอาการของโรคไตวายให้รุนแรงขึ้น เพราะไปเพิ่มแรงดันในเลือดฝอยของเนื้อไต มีหน้าที่กรองปัสสาวะ จนเลือดฝอยในเนื้อไตถูกทำลายมากขึ้น และยังเป็นสาเหตุทำให้เกิด ภาวะโปรตีนในกระแสเลือดต่ำ อีกด้วย เสี่ยงต่อการเกิดภาวะชักหรือตาบอดได้

4. อาการชัก
หากสุนัขที่บ้านมีอาการซึมเศร้า ไม่ร่าเริง เหม่อลอย ไม่ยอมนอน ทรงตัวไม่ได้ เดินเซผิดปกติ กล้ามเนื้อสั่นเกร็ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีอาการชัก เกิดจากการที่มีของเสียสะสมในกระแสเลือดสูง และมีภาวะ Uremia ทำให้เกิด Metabolic Encephalopathy ส่งผลต่อระบบประสาทและสมอง จนทำให้มีพฤติกรรมดังกล่าว หากอาการโรครุนแรง ก็ยิ่งส่งผลต่อความถี่ของอาการชัก

5. ภาวะโลหิตจาง
สุนัขป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะท้าย ๆ มักจะมี ภาวะโลหิตจาง ตามมาด้วย โดยปกติแล้ว ไตส่วนนอกจะทำนห้าที่ในการผลิตฮอร์โมน Erythropoietin สำหรับสร้างเม็ดเลือดแดง แต่เมื่อมีอาการไตวาย ทำให้ระบบการทำงานของไตเสื่อม จนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนตัวนี้ได้มากพอที่ร่างกายต้องการ จึงทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ส่งผลให้สุนัขอ่อนแรง เหนื่อยง่าย ไม่ร่าเริง เหงือกซีด นอกจากนี้ ภาวะโลหิตจาง อาจเกิดจากที่ร่างกายสุนัขขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากมีการสูญเสียเลือด เพราะมีแผลหลุมในกระเพาะอาหาร
สามารถสังเกตอาการได้จาก สุนัขอาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระมีสีดำสนิท หรืออุจจาระมีเลือดปน เจ้าของควรรีบพาสุนัขไปตรวจเลือด เพื่อดูค่าเปอร์เซนต์ฮีโมโกลบิน เม็ดเลือดแดงของน้องหมาแสนรัก หากค่าเลือดแดงต่ำกว่าปกติ แสดงว่าสุนัขมีภาวะโลหิตจาง ต้องรีบปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง
The post 5 อาการที่ต้องเฝ้าระวัง สัญญาณเตือนน้องหมาป่วยโรคไตวายเรื้อรัง appeared first on All NEWS Center.
]]>The post พระแม่ธรณี พยานแห่งการตรัสรู้ ปราบวสวัสตี ผู้เป็นพญามาร appeared first on All NEWS Center.
]]>ในคัมภีร์พระเวทโบราณตำราของคติฮินดู ได้มีการกล่าวถึงพระแม่ธรณีน้อยมาก เพราะทางความเชื่อ พระนางไม่มีอำจนาจเทียบชั้นพระตรีศักดิ แต่มีบทบูชาและสดุดีทูลขอให้พระนางคุ้มครองวิญญาณผู้ตาย ในขณะที่บางตำราได้กล่าวไว้ว่า แม่พระธรณีมีพระฉวีสีดำ แต่ทรงสิริโฉมงดงาม มีรอยยิ้มน้อย ๆ บนพระพักตร์อยู่เสมอ จึงมักถูกโยงว่าพระชายาของเทพองค์ องค์หนึ่งอยู่เสมอ บ้างก็ว่าพระนางเป็นพระชายาของพระวรุณเทพ หรืออาจเป็นพระชายาพระวิษณุ หรือไม่ก็พระศิวะ

แม้จะไม่มีความแน่ชัดว่าพระนางเป็นพระชายาของเทพองค์ใดกันแน่ แต่มีชาวฮินดูไม่น้อยเลยที่ให้ความนับถือพระแม่ธรณีมาก จะกล่าวขอขมาทุกครั้งก่อนที่จะวางเท้าลงบนพื้นดิน หลังจากที่ตื่นนอนในตอนเช้า และเมื่อจะขุดหลุมเพื่อปลูกบ้าน จะมีการบูชาพระแม่ธรณีด้วยเหรียญเงิน ไขมุก พลอยที่ร้อยด้วยด้ายสี และมะพร้าว หรือคนที่เลี้ยงโคนม เมื่อแม่โคมีน้ำนมครั้งแรก จะรีดน้ำนมลงบนพื้นดิน ประมาณ 5 หรือ 7 ครั้ง เพื่อเป็นการถวายบูชาพระแม่ธรณี ส่วนชาวนาในรัฐปัญจาบจะมีประเพณีหยุดทำงานทุกอย่างที่เกี่ยวกับพื้นดิน เป็นเวลา 7 วัน เพื่อหยุดการรบกวนพระแม่ธรณี ให้พระนางได้พักผ่อนอย่างสงบนั่นเอง
ในเทวปกรณ์ของอินเดีย กลับกล่าวว่าพระนางเป็นอรูปกะ คือ ไม่มีตัวตน จึงไม่ค่อยมีเทวรูปหรือการสัญลักษณ์อันหมายถึงแม่พระธรณีในอินเดีย แต่กลับมีมากมายในไทย ทั้งรูปภาพวาดบนผนังโบสถ์ วิหาร หรือ เทวรูปพระแม่ธรณีบิดมวยผมที่ท้องสนามหลวง และตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ เนื่องจากคนไทยให้ความเคารพนับถือ และมีความเชื่อว่า หากต้องการจะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์ใด ให้รดน้ำลงดินโดยตรง เพื่อให้พระแม่ธรณีเป็นพยานและฝากเป็นสื่อกลางแผ่ไปถึงสัตว์นั้น อีกทั้งยังมีประวัติศาสตร์ไทย จารึกไว้ตอนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงหลั่งทักษิโณทก ฝากพระแม่ธรณี ในการประกาศอิสรภาพจากพม่า หลังทรงรบชนะศึก ว่ากันว่า พระนางมีนิสัยชอบปลีกวิเวก อยู่เพียงลำพัง แต่จะปรากฏพระองค์ เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เท่านั้น ดังที่ปรากฏในประวัติพระพุทธศาสนาตอนหนึ่ง จนมีการนำไปจารึกเป็นภาพวาดในตำรา และตามผนังพุทธสถานหลายแห่งในเมืองไทย

ได้มีการปรากฏความสำคัญของแม่พระธรณีในพุทธประวัติ เมื่อครั้งก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้ ใต้ต้นมหาโพธิ์ พระองค์ทรงประทับนั่งบนหญ้าคาที่ถวายโดยโสตถิยะพราหมณ์ และได้ตั้งปณิธานจักไม่ลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเด็ดขาดหากยังไม่บรรลุธรรม และเมื่อพระองค์ทรงเริ่มบำเพ็ญเพียรทางจิต พญามาร นามว่า “วสวัสตี” ได้ยกระดมพลเหล่าเสนามารทั้งหลายมาก่อกวนพระพุทธองค์ เพราะไม่ต้องการให้พระองค์หลุดพ้นจากอำนาจของตน จากการสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า
พญามารได้ทำการขัดขวางด้วยสารพัดวิธี ทั้งบันดาลให้เกิดพายุ ฝนตกหนัก ยิงศรธนูและอาวุธต่าง ๆ ทำร้ายเจ้าชายสิทธัตถะ แต่อาวุธเหล่านั้นกลับกลายเป็นบุปผา มาลัย บูชาอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อทำทุกวิถีทาง แต่พระพุทธองค์ก็ไม่สะทกสะท้านหวาดเกรง พญามารจึงเปลี่ยนวิธี กล่าวอ้างว่าบัลลังก์ที่พระองค์กำลังประทับอยู่นั้น เป็นบัลลังก์ที่เกิดจากบุญบารมีของพญามารวสวัสตี ไม่ใช่ของสิทธัตถะ โดยให้เหล่ามารที่เป็นพรรคพวกของตนเป็นพยาน

เจ้าชายสิทธัตถะที่กำลังบำเพ็ญเพียรเพื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ทรงแย้งกลับว่า บัลลังก์ที่พระองค์ทรงประทับอยู่นั้น เกิดขึ้นด้วยบุญบารมีที่ตนเองได้บำเพ็ญมาทุกภพชาติจนนับประมาณมิได้ และพระองค์มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะประทับ ณ ที่แห่งนี้ แต่พญามารไม่ยอมรับและถามหาพยาน พระสิทธัตถะจึงได้ยื่นพระหัตถ์ขวาแตะที่พื้นดิน และกล่าวให้พระแม่วสุนธรา (ชื่อแม่พระธรณีในขณะนั้น) ทรงเป็นพยาน เมื่อสิ้นสุดคำของพระพุทธองค์ ก็ได้ปรากฏพระศรีวสุนธราขึ้นต่อหน้าพระมหาบุรุษ และได้ประกาศยืนยันแก่พญามาร ถึงการบำเพ็ญบุญของสิทธัตถะที่มีมากมายสุดประมาณ น้ำทักษิโณทกบนผมของพระนางสามารถเป็นพยานได้ว่ามากมายเพียงใด ว่าแล้วพระนางก็ปล่อยมวยผม บีบน้ำที่พระโพธิสัตว์ได้กรวดสะสมไว้นับตั้งแต่อดีตมาทุกภพชาติ สายน้ำหลั่งไหลออกมาเป็นมวลน้ำมหาศาล ไหล่บ่าแรงจนพัดพญามารและเหล่าเสนามารทั้งหลายลอยไปไกลสุดขอบ จนพญามารยอมรับความพ่ายแพ้แบบศิโรราบ และหลังจากที่กำจัดเหล่ามารได้หมดสิ้น พระสิทธัตถะได้ทรงบำเพ็ญเพียร เจริญสมาธิภาวนาจนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันนั้นเอง (ตรงกับวันวิสาขบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6) ซึ่งพระอิริยาบถของพระพุทธองค์ ที่ทรงชี้พระหัตถ์ขวาแตะที่พระแม่ธรณี เพื่อขอให้เป็นพยานในบุญบารมีของพระองค์ ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ พระพุทธรูปปางชนะมาร หรือ “ปางมารวิชัย” นั่นเอง
The post พระแม่ธรณี พยานแห่งการตรัสรู้ ปราบวสวัสตี ผู้เป็นพญามาร appeared first on All NEWS Center.
]]>The post ย้อนรอยความขัดแย้งอิสราเอลกับปาเลสไตน์ฉบับรวบรัด appeared first on All NEWS Center.
]]>ย้อนกลับไปยังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1922 เมื่อครั้งที่จักรวรรดิออตโตมันพ่ายแพ้สงคราม ทำให้ดินแดนตกเป็นของอังกฤษ และพื้นที่ดังกล่าวได้ถูกตั้งชื่อว่า “ปาเลสไตน์” ซึ่งมีนครเยรูซาเล็มเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ โดยก่อนทำสงครามนั้น อังกฤษได้รับปากชาวยิวที่เร่ร่อนอาศัยไปทั่วยุโรป หากช่วยให้ตนชนะสงครามได้ จะมอบดินแดนที่ยึดได้นี้ให้แก่พวกเขา จึงทำให้ชาวยิวเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานหลังจากที่อังกฤษได้รับชัยชนะตามพันธสัญญา หลังจากที่ แต่กลับสร้างความไม่พอใจแก่ชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าออตโตมันปกครอง จึงกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง และการแย่งดินแดนระหว่างของคนทั้ง 2 กลุ่ม
โดยฝั่งชาวยิวได้กล่าวอ้างตามพระคัมภีร์ พระเจ้าประทานดินแดนแห่งนี้ให้แก่พวกเขา ในขณะที่ชาวอาหรับอย่างปาเลสไตน์อ้างสิทธิ์การอาศัยอยู่มานานกว่าหลายร้อยปี เมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงใช้ความรุนแรงเข้าปะทะและต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนเรื่อยมา

ก่อตั้งประเทศอิสราเอล
กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง มีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น (UN) เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติ และทาง UN ได้มีมติแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ รัฐของชาวยิว (อิสราเอล) และ รัฐของชาวอาหรับ (ปาเลสไตน์) โดยให้ นครเยรูซาเล็มเป็นส่วนกลาง ไม่เป็นของฝั่งใดทั้งสิ้น
หลังจากที่ประชามติของ UN ได้แบ่งส่วนดินแดนแก่ทั้ง 2 ฝ่าย ชาวยิวได้ประกาศเอกราชตั้งดินแดนของตนเองขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “อิสราเอล” ขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ปี 1948 ท่ามกลางความไม่พอใจของชาวปาเลสไตน์ เพราะถือว่าดินแดนแห่งนี้เป็นบ้านของตน แต่กลับต้องยกให้คนอื่นโดยที่พวกเขาไม่สามารถตัดสินใจได้เอง ความโกรธแค้นนี้ก่อให้เกิดสงคราม มีการสุมกำลังชาวอาหรับในบริเวณประเทศอื่น ๆ โดยมี จอร์แดน เลบานอน ซีเรีย ซาอุดิอาระเบีย และ อียิปต์ เข้าร่วมทำสงครามขับไล่อิสราเอล แต่กลับพ่ายแพ้ และยังต้องเสียดินแดนให้กับอิสราเอลเพิ่มขึ้น

กำเนิดกลุ่มปลดปล่อยปาเลสไตน์ และสงคราม 6 วัน
หลังจากพ่ายสงครามและเสียดินแดนให้กับอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์แทบไม่มีที่อยู่อาศัย จึงตั้งองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ หรือ PLO และทำการต่อสู้แบบกองโจรกับอิสราเอลเรื่อยมา โดยมีเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของจอร์แดน และ ฉนวนกาซา ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของอียิปต์ เป็นพื้นที่กันชนระหว่างชาวยิวและอาหรับ
อิสราเอลไม่พอใจที่ชาติอาหรับรอบข้างให้การสนับสนุนองค์กร PLO จึงเกิดสงครามใหญ่อีกครั้งใน ปี 1967 โดยมีชาวอาหรับรอบข้างร่วมกับองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ ซึ่งเมื่อรวมกำลังพลทั้งหมดมีมากกว่าอิสราเอลถึง 10 เท่า แต่ก็กลับพ่ายแพ้ให้แก่อิสราเอลอีกครั้ง โดยที่อิสราเอลใช้เวลาเพียง 6 วัน ในการจัดการกองกำลังชาติอาหรับ ทำให้สงครามครั้งนี้ได้ชื่อว่า “สงคราม 6 วัน” (Six-Day War) และผลจากความพ่ายแพ้ ทำให้ชาวอาหรับต้องสูญเสียดินแดนเวตส์แบงก์และกาซาไป

กลุ่มฮามาสได้เป็นผู้นำ
หลังจากสงคราม 6 วันได้สิ้นสุดลง อิสราเอลได้ทำการขับไล่ปาเลสไตน์เดิมออกจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด แม้ว่ากลุ่ม PLO จะพยายามเจรจากับอิสราเอลอย่างสันติก็ตาม จนกระทั่งกลุ่ม PLO ได้เสื่อมอำนาจลง และมีกลุ่มฮามาสเข้ามาแทนในปี 2006 จากการเลือกตั้งภายในของปาเลสไตน์ แต่ใช้ความรุนแรงกว่ากลุ่ม PLO ในการเข้าปะทะกับอิสราเอล โดยไม่มีการยอมเจรจาตกลงใด ๆ ทำให้มีแต่การใช้ความรุนแรงเข้าหากันเรื่อยมา
จนกระทั่งล่าสุด เกิดการปะทะระหว่างชาวปาเลสไตน์และตำรวจอิสราเอล สถานการณ์วุ่นวานและรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อฝั่งตำรวจอิสราเอลใช้กระสุนยางและระเบิดแสง โจมตีชาวปาเลสไตน์ที่กำลังประกอบพิธีในมัสยิด ทำให้มีผู้บาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย แต่ฝั่งปาเลสไตน์มีจำนวนคนเจ็บมากกว่า เพราะไร้อาวุธ นอกจากก้อนหินที่ใช้โต้ตอบ สร้างความไม่พอให้แก่กลุ่มฮามาสเป็นอย่างมาก จึงตอบโต้ด้วยการยิงจรวดกว่า 1,600 ลูกไปยังอิสราเอล ก่อให้กลายเป็นเหตุรุนแรงมากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่าจะไม่มีการยอมถอยเด็ดขาด และมีทีท่าว่าสงครามระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น โดยไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร และจบลงอย่างไร ใครจะเป็นผู้ได้ผลประโยชน์สูงสุด เพราะท้ายที่สุด ชัยชนะที่ได้มา ใช่ว่าจะคุ้มกับการที่ต้องแลกด้วยชีวิตผู้คนมากมาย และความเสียหายของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากสงคราม
The post ย้อนรอยความขัดแย้งอิสราเอลกับปาเลสไตน์ฉบับรวบรัด appeared first on All NEWS Center.
]]>The post ปูอัดทำมาจากอะไร กินปูอัดอันตรายหรือได้ประโยชน์มากกว่ากัน appeared first on All NEWS Center.
]]>ปูอัด เมนูโปรดและเป็นของกินสุดฟินของใครหลาย ๆ คน ที่จริงแล้วไม่ได้ทำมาจากเนื้อปู หรืออวัยวะใด ๆ ของปูเลย แต่ถูกทำขึ้นมาเพื่อเลียนแบบ เนื้อปูอลาสก้า ปูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งที่จริงแล้ว ปูอัดทำมาจากเนื้อซูริมิ (Surimi) เนื้อปลาสีขาวที่มีไขมันต่ำ แล้วแต่งแต้มด้วยกลิ่นของปู ก่อนจะแต่งแต้มสีแดงหรือส้ม เพื่อให้เหมือนกับกระดองปูที่สุกแล้ว เนื่องจากเนื้อปูแท้มีราคาแพงมากนั่นเอง

ทำไมปูอัดทำมาจากปลา
ปูอัดหรือเนื้อปูเทียม (Imitation crab) เริ่มมาจากการที่ชาวประมงในประเทศญี่ปุ่นมักจับได้แต่ปลาตัวเล็กขายไม่ได้ราคา แต่ในเมื่อจับมาได้แล้วก็เลยนำปลาเหล่านั้นมาแล่ แล้วนำไปเข้าเครื่องบด ก่อนจะนำไปปั้น และแต่งกลิ่น แต่งสีเลียนแบบปู กลายเป็นปูเทียมหรือปูอัด และเป็นที่รู้จักของกลุ่มผู้บริโภคตั้งแต่ปี ค.ศ.1973 เป็นต้นมา

ปูอัดทำมาจากปลาอะไร
ส่วนประกอบหลักของปูอัด คือ ปลาทะเลเนื้อขาวไขมันต่ำ มีความยืดหยุ่น มีความเหนียวและความละเอียดอยู่ในตัว โดยปลาที่นิยมใช้กันมาก ได้แก่ ปลาอิโตโยริ (ปลาทรายแดง) ปลาตาหวาน ปลาดาบ ปลากะพง ปลาข้างเหลือง ปลาอลาสก้าพอลล็อค (Alaska Plllock) ส่วนผสมที่ใช้ทำปูอัด คือ แป้งสาลี แป้งมันสำปะหลัง ไข่ขาว น้ำมันถั่วเหลือง เกลือ น้ำตาล ซอร์บิทอล (สารให้ความหวาน) น้ำ โปรตีนจากถั่วเหลือง สารสกัดจากปู กลิ่นปู และ รสปู และอาจมีส่วนผสมอื่น ๆ ที่อาจแตกต่างกันไปตามสูตร

วิธีทำปูอัด
นำปลามาตัดหัว ควักไส้ทิ้ง แล้วนำเข้าเครื่องบีบ เพื่อรีดเอาแต่เนื้อปลา จากนั้นนำเนื้อปลาที่ได้ไปผสมกับแป้ง น้ำตาล เกลือ ผงชูรส ตามด้วยการแต้มกลิ่นปู ก่อนจะนำไปทำให้สุก และเข้าสู่กระบวนการทำให้เนื้อปลาเป็นเส้นเหมือนเนื้อปู แล้วอัดให้เป็นแท่งยาว ๆ ตบท้ายด้วยการแต่งสีให้เหมือนเนื้อและกระดองปูสุก
ปูอัดอันตรายไหม
แม้ว่าปูอัดจะทำมาจากปลาทะเลเนื้อขาว แต่ประเภทอาหารของปูอัด คือ อาหารแปรรูป ที่มักประกอบไปด้วยน้ำตาลและโซเดียมสูง รวมไปถึงสารเติมแต่งอื่น ๆ ทั้งการเติมกลิ่น แต่งสี เพิ่มรสชาติด้วยเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ทำให้ปูอัดมีคุณค่าทางโภชนาการไม่เท่ากับเนื้อปูสด
โทษและประโยชน์ในการกินปูอัด
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปูอัดกับปูสด จะพบว่า เนื้อปูสดมีโอเมก้า 3 วิตามิน และแร่ธาตุมากกว่า เช่น วิตามินบี 12 ซีลีเนียม หรือ ซิงก์ ในขณะที่ปูอัดมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่า และสามารถมีน้ำตาลได้สูงถึง 10.6 กรัมเลยทีเดียว เสี่ยงต่อการเพิ่มแคลอรี่ที่เพิ่มน้ำหนักตัว และก่อให้เกิดโรคอื่น ๆ ได้ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ และ โรคหลอดเลือด เป็นต้น
แต่ถึงอย่างนั้น การบริโภคปูอัดมีประโยชน์เช่นกันนะ เพราะในปูอัดมีซีลีเนียม (Selenium) และ ฟอสฟอรัส (Phosphorus) สูง ซึ่งทั้งสองตัวนี้เป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ควบคุมการทำงานของเอนไซม์และเซลล์ต่าง ๆ สังเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA) ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นโปรตีนที่ป้องกันโรคมะเร็ง แต่ควรจะกินปูอัดในปริมาณที่เหมาะสม ร่างกายจึงจะได้รับประโยชน์จากแร่ธาตุเหล่านี้ โดยการกินปูอัดในปริมาณ 85 กรัม จะได้รับซีลีเนียมและฟอสฟอรัสในปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่แพ้อาหารทะเล หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดที่ต้องระมัดระวังในเรื่องของอาหาร ควรอ่านข้อมูลส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดหรือปรึกษาแพทย์ก่อนทานปูอัด เพราะส่วนผสมในปูอัดอาจกระตุ้นอาการป่วยที่มีให้กำเริบได้ และถึงแม้ว่าปูอัดจะทำมาจากเนื้อปลา แต่ต้องไม่ลืมว่าปูอัดเป็นอาหารแปรรูปด้วยเช่นกัน
The post ปูอัดทำมาจากอะไร กินปูอัดอันตรายหรือได้ประโยชน์มากกว่ากัน appeared first on All NEWS Center.
]]>The post วิธีกำจัดติ่งเนื้อด้วยตัวเองง่าย ๆ จากของที่มีในบ้าน appeared first on All NEWS Center.
]]>ติ่งเนื้อเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของคอลลาเจน ที่ทำหน้าที่สร้างเนื้อเยื่อผิวหนัง จนทำให้เกิดเป็นติ่งเนื้อบริเวณต่าง ๆ บนร่างกาย อาจมีขนาดเล็กบ้าง หรือขนาดใหญ่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มีสีเข้มกว่าสีผิวหนังจริง สามารถเห็นได้ชัดเจน แม้ว่าอาจไม่เป็นอันตรายแก่ชีวิต แต่สร้างความรำคาญให้กับเจ้าตัว และอาจเป็นสิ่งสะดุดตาแก่ผู้พบเห็นได้ ทำให้หลายคนต้องการจะกำจัดติ่งเนื้อออกไป แต่การเข้าคลินิกหรือไปร้านบริการกำจัดติ่งเนื้อบางแห่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูง วันนี้ Allnewscenter ได้รวบรวมวิธีกำจัดติ่งเนื้อด้วยตัวเองง่าย ๆ จากของที่มักจะมีติดบ้านกันอยู่แล้วมาฝากค่ะ

1. ขิง
นำขิงแก่มาล้างให้สะอาด จากนั้นฝานเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วนำไปถูบริเวรติ่งเนื้อประมาณ 5 นาที และล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำทุกวัน จะพบว่าติ่งเนื้อค่อย ๆ เล็กลง และอาจหายไปได้ในที่สุด

2. กระเทียม
ฝานกระเทียมให้เป็นแผ่น ๆ แล้วนำมาวางลงบนติ่งเนื้อ จากนั้นนำแผ่นพลาสเตอร์ปิดแผลแปะทับเพื่อป้องกันไม่ให้หลุด แปะทิ้งไว้ทั้งวัน และแกะออกก่อนอาบน้ำในตอนเย็น ทำเป็นประจำทุกวัน และต่อเนื่องกันประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ติ่งเนื้อจะค่อย ๆ แห้งและหลุดออก เนื่องจากกระเทียมมีฤทธิ์ร้อน ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ หลังจากที่ติ่งเนื้อหลุดแล้ว ให้ทายาแก้แผลเป็นด้วย

3. น้ำมะนาว
นำคอตตอนบัดหรือสำลีชุบน้ำมะนาว แล้วใช้ทาลงบนติ่งเนื้อ ทาทิ้งไว้โดยไม่ต้องล้างออก ทำเป็นประจำทุกเช้า – เย็น ให้ต่อเนื่องกันประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง น้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด และมีวิตามินซีสูง ช่วยกัดกร่อนติ่งเนื้อให้ค่อย ๆ แห้ง และหลุดลอกออกไป นอกจากนี้ น้ำมะนาวยังช่วยให้ผิวขาวใสอีกด้วย

4. ปูนแดง
วิธีกำจัดติ่งเนื้อด้วยปูนแดง ไม่แนะนำให้ใช้กับใบหน้า เนื่องจากผิวบริเวณใบหน้ามีความบอบบางกว่าอวัยวะส่วนอื่น ๆ โดยวิธีทำเริ่มจากใช้ปูนแดงผสมกับสบู่ทั่วไปในปริมาณ 1 : 1 ช้อนชา ผสมกันในน้ำให้เป็นเนื้อเหลว ๆ จากนั้นใช้ไม้จิ้มฟันแตะเนื้อปูนให้พอเป็นก้อนเล็ก ๆ นำไปทาให้ทั่วติ่งเนื้อ แล้วปล่อยทิ้งให้แห้งสนิท ก่อนจะใช้ผ้าเนื้อนิ่มสะอาด ๆ เช็ดออก หลังจากที่เช็ดออกจะมีแผลหลุมเกิดขึ้น ให้ใช้ยารักษาแผลเป็นทาเป็นประจำทุกวันจนกว่าจะหาย

5. ไหมขัดฟัน
สำหรับใครที่ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ หรือมีไหมขัดฟันติดบ้านอยู่แล้ว ให้ตัดไหมขัดฟันแล้วนำมามัดตรงบริเวณโคนติ่งเนื้อให้แน่น แล้วตัดปลายไหมขัดฟันให้สั้นลง มัดปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ต้องแก้ออก จนกว่าติ่งเนื้อจะฝ่อลง มัดให้แน่นแบบนี้ทุกวัน ติ่งเนื้อจะเปลี่ยนสีและแห้งลง ทำให้หลุดง่ายขึ้น

6. ยาทาเล็บสีใส
ใครที่มักทาเล็บเองเป็นประจำ หรือมีน้ำยาทาเล็บอยู่แล้ว ให้เลือกใช้น้ำยาทาเล็บสีใส ทาลงบนติ่งเนื้อทุกวัน วันละ 2 – 3 ครั้ง ทำต่อเนื่องประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ติ่งเนื้อจะเปลี่ยนสี แห้งและฝ่อลง ทำให้ติ่งเนื้อหลุดได้ง่าย แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาทาเล็บกับติ่งเนื้อบนบริเวณใบหน้า เนื่องจากยาทาเล็บมีแอลกอฮอล์ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้
The post วิธีกำจัดติ่งเนื้อด้วยตัวเองง่าย ๆ จากของที่มีในบ้าน appeared first on All NEWS Center.
]]>