สวัสดีครับเพื่อนๆ สำหรับใครที่กำลังวางแผนเที่ยวเชียงใหม่ การเลือกที่พักตามโซนจะช่วยให้เดินทางง่ายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดียิ่งขึ้นครับ วันนี้ผมได้รวบรวม 10 ที่พักยอดนิยมมาแบ่งตามโซนต่างๆ พร้อมข้อมูลครบถ้วนทั้งจุดเด่น ที่อยู่ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และเรทราคาโดยประมาณ (ราคานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาและโปรโมชั่นนะครับ)
โซนนี้เป็นแหล่งช็อปปิ้งและย่านธุรกิจสำคัญของเชียงใหม่ เหมาะสำหรับคนที่ชอบความคึกคักและเดินทางสะดวก
จุดเด่น: โรงแรมขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่มีห้องพักและรีวิวจากผู้เข้าพักจำนวนมาก
ที่อยู่: 132 ถ.ช้างคลาน ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
เรทราคาโดยประมาณ: ฿1,000 – ฿2,500 ต่อคืน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง: ไนท์บาซาร์, ประตูท่าแพ, วัดสวนดอก
ร้านอาหารยอดนิยมใกล้เคียง: Favola Chiang Mai, The Ping Cuisine and Bar, ข้าวซอยซอกกำแพงดิน
จุดเด่น: โรงแรมเก่าแก่ที่ยังคงความคลาสสิกและให้บริการมาอย่างยาวนาน
ที่อยู่: 153 ถนนศรีดอนไชย ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
เรทราคาโดยประมาณ: ฿1,500 – ฿3,000 ต่อคืน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง: ตลาดวโรรส (กาดหลวง), ตลาดต้นลำไย
ร้านอาหารยอดนิยมใกล้เคียง: ข้าวซอยอิสลาม, ข้าวต้มปลา ศ.ศรีราชา, ร้านเจี่ยท้งเฮง
จุดเด่น: โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมผสานความทันสมัย
ที่อยู่: 17-19 ถ.ลอยเคราะห์ ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
เรทราคาโดยประมาณ: ฿2,000 – ฿4,000 ต่อคืน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง: ประตูท่าแพ, ถนนคนเดินวันอาทิตย์
ร้านอาหารยอดนิยมใกล้เคียง: ร้านอาหารของโรงแรม และร้านอาหารชื่อดังบริเวณใกล้เคียง
จุดเด่น: ที่พักสไตล์บูติกริมแม่น้ำปิง บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว
ที่อยู่: 14/1-2 ถ.ศรีพิงค์ ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
เรทราคาโดยประมาณ: ฿2,500 – ฿5,000 ต่อคืน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง: สะพานเหล็กเชียงใหม่
ร้านอาหารยอดนิยมใกล้เคียง: The Banyan Riverhouse Cafe & Bistro
จุดเด่น: โรงแรมมาตรฐานสากลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทำให้เข้าถึงแหล่งช็อปปิ้งและร้านอาหารได้ง่าย
ที่อยู่: 110 ถ.ช้างคลาน ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
เรทราคาโดยประมาณ: ฿2,000 – ฿4,500 ต่อคืน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง: ไนท์บาซาร์, ตลาดอนุสาร
ร้านอาหารยอดนิยมใกล้เคียง: Le Bistrot & Le Terrace (ในโรงแรม)
โซนนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศเมืองเก่า เดินทางไปเที่ยวชมวัดวาอาราม และถนนคนเดิน
จุดเด่น: ที่พักสไตล์รีสอร์ทใจกลางเมืองที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
ที่อยู่: 88 ถ.มูลเมือง ซอย 1 ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
เรทราคาโดยประมาณ: ฿2,000 – ฿4,000 ต่อคืน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง: ประตูท่าแพ, ถนนคนเดินวันอาทิตย์
ร้านอาหารยอดนิยมใกล้เคียง: Moreganic Restaurant (ในโรงแรม), THC Rooftop Bar
จุดเด่น: โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ที่มีสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์อันงดงาม
ที่อยู่: 2 ซ.1 บ้านหัวฝาย ต.วัดเกต อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
เรทราคาโดยประมาณ: ฿10,000 – ฿20,000+ ต่อคืน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง: ย่านวัดเกต, ตลาดวโรรส, แม่น้ำปิง
ร้านอาหารยอดนิยมใกล้เคียง: The Dining Room (ในโรงแรม)
โซนนี้เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และแหล่งช็อปปิ้งสุดชิค เหมาะกับคนรุ่นใหม่และสายฮิปสเตอร์
จุดเด่น: ที่พักสไตล์บูติกในย่านนิมมานเหมินทร์ สำหรับสายฮิปสเตอร์
ที่อยู่: 2/3 ถ.นิมมานเหมินทร์ ซอย 15 ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
เรทราคาโดยประมาณ: ฿1,500 – ฿3,000 ต่อคืน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง: แหล่งรวมคาเฟ่และร้านค้าสุดเก๋
ร้านอาหารยอดนิยมใกล้เคียง: ต๋องเต็มโต๊ะ, โกปิ๊ คาเฟ่, ร้านเจี่ยท้งเฮง
จุดเด่น: โรงแรมดีไซน์ทันสมัย และตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกใกล้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ที่อยู่: 111 ถ.ห้วยแก้ว ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
เรทราคาโดยประมาณ: ฿1,200 – ฿2,500 ต่อคืน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง: เมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์, สวนสัตว์เชียงใหม่
ร้านอาหารยอดนิยมใกล้เคียง: Yumpumajedyod และร้านอาหารอื่นๆ ในย่านห้วยแก้ว
จุดเด่น: ที่พักที่มีการตกแต่งอย่างมีสไตล์และทันสมัย ตั้งอยู่ในย่านนิมมานเหมินทร์
ที่อยู่: 20 ถ.นิมมานเหมินทร์ ซอย 11 ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
เรทราคาโดยประมาณ: ฿1,500 – ฿3,000 ต่อคืน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง: ถนนนิมมานเหมินทร์
ร้านอาหารยอดนิยมใกล้เคียง: ต๋องเต็มโต๊ะ, Olive Tree Cafe (ในโรงแรม)
หวังว่าการแบ่งโซนจะช่วยให้เพื่อนๆ ตัดสินใจเลือกที่พักได้ง่ายขึ้นนะครับ ขอให้สนุกกับทริปเชียงใหม่ครับ
]]>บอกเลยว่าทริปนี้ตัดสินใจเลือกวันไปเที่ยวค่อนข้างผิด กะว่าไปเที่ยวหลังหยุดยาวคนน่าจะน้อย ไม่วุ่นวาย
ใช่ครับ…คนน้อยจริงครับ แต่ร้านส่วนใหญ่ก็ปิดเพื่อพักผ่อน ใช้เงินหลังลุยศึกหนักช่วงสงกรานต์
ก่อนไปก็ทำการบ้านเล็งไว้หลายร้านเลย แต่พอไปถึง…ปิดเกือบหมดครับ เปิดอีกทีวันที่ 20 (ร้องไห้หนักมาก)
สำหรับการรีวิวครั้งนี้ ก็จะขอแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ก็คือ


สาเหตุที่เลือกที่นี่คือ ได้โจทย์มาเบื้องต้นว่าไปเที่ยวทะเลก็อยากได้ที่พักติดทะเล และความต้องการส่วนตัวคือ อยากได้ห้องที่มีอ่างอาบน้ำ, มีสระว่ายน้ำ และราคาสมเหตุสมผล ซึ่งที่นี่ตอบโจทย์ที่ต้องการทุกข้อครับ (แต่ที่นี่ไม่มีชายหาดให้ลงนะครับ)
ที่นี่มีห้องหลายแบบให้เลือกครับ แต่เราเลือกห้องแบบ Sunkiss Petite for Two ราคาเริ่มต้นคืนละ 3,580 บาท รวมอาหารเช้า



ตัวห้องพัก บอกเลยว่า ไม่ค่อยเหมาะกับการมาเที่ยวกับเพื่อนเท่าไหร่ เพราะส่วนอาบน้ำมีแค่ผ้าม่านกั้น 2 ฝั่ง มันก็จะเขิน ๆ หน่อย (ตอนอาบน้ำหนาวมาก แอร์เป่าลงตรงนั้นพอดี)
และมีอ่างอาบน้ำอยู่กลางห้องเลย ใช่ครับ อยู่กลางห้อง ไม่มีอะไรกั้นเลย สามารถแช่น้ำไป ดู Netflix ไปเพลิน ๆ หรือจะตีฟองถ่ายรูปลงโซเชียลเน็ตเวิร์คชิค ๆ ก็ได้ครับ (ถ้าใครไม่ได้เตรียมสบู่ หรือ Bath bomb มา ที่นี่เขาก็มีบริการนะครับ ลูกละ 200 บาท)
ส่วนห้องส้วมก็อยู่ข้าง ๆ อ่างล้างหน้า มีประตูล็อกครับ



นอกจากห้องพัก ที่นี่ยังมีร้านอาหาร, บาร์ และคาเฟ่อีกด้วย
ร้านอาหารของที่นี่ชื่อ Sunrise Thai Seafood ครับ บรรยากาศดีมาก (ไม่ได้กินอาหารของที่นี่ เลยขอข้ามการรีวิวอาหาร แต่ขอแปะ เมนูอาหาร, เมนูเครื่องดื่ม ให้ดูกันแทนนะครับ)
ส่วนบาร์ชื่อ Sunset Pool Bar ดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ (มีทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีแอลกอฮอล์) แช่น้ำชิล ๆ ฟังเพลงชิค ๆ จาก DJ ที่มามิกซ์เพลงสด ๆ ดือดีย์ (เมนูอาหาร, เมนูเครื่องดื่ม)
สระว่ายน้ำที่นี่เป็นสระน้ำเค็มนะครับ ตอนเช้ามาถ่ายรูปมีฉากหลังเป็นทะเลและพระอาทิตย์ที่เพิ่งขึ้นเป็นไข่แดง พร้อมแสงสีทอง สวยมาก…ถ้าไม่ขี้เกียจตื่นเช้านะครับ
สำหรับคนที่ไม่ได้พักที่นี่ก็เข้ามาใช้บริการได้ แต่มีค่าบริการนะครับ ตามข้างล่างนี้ครับ
โซน Sunrise สำหรับแขกที่เข้าพัก สามารถเข้าโซนนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
สำหรับแขกที่ใช้บริการ มีค่าบริการ 500 บาทต่อท่าน สำหรับโซนในร่ม (ลงสระว่ายน้ำไม่ได้) และ 1,000 บาทต่อท่าน สำหรับโซนริมสระ (สามารถลงสระว่ายน้ำได้)
โซน Sunset มีค่าบริการดังนี้
ซันเซ็ต วีไอพี (6 ท่าน) ราคา 16,000 และ 20,000 บาท
เดย์เบด (4 ท่าน) ราคา 5,500 และ 6,500 บาท
โซฟา 1 เซ็ต (2 ท่าน) ราคา 2,900 และ 3,500 บาท
โซฟา 1 เซ็ต (3 ท่าน) ราคา 4,350 และ 4,700 บาท
ปิกนิกแพด (1 ท่าน) ราคา 800 บาท (แขกของโรงแรมใช้บริการฟรี)
(ขอยกข้อความมาจากเพจ Routeen. โพสท์นี้ นะครับ)
และคาเฟ่ชื่อ Sundance Lounge เป็นเรือนกระจก ตั้งอยู่ระหว่างร่มของต้นจามจุรีใหญ่ หันหน้าเข้าทะเล เท่มาก เสียดายที่นี่เปิดแค่ วันศุกร์-อาทิตย์ เลยอดเข้าไปเลย (เมนู)






มาต่อกันที่อาหารเช้า จะเสิร์ฟให้คนละชุด แต่สลัดบาร์, ขนมปัง, ผลไม้ และขนมหวานจะเป็นบุฟเฟต์ ซึ่งอาหารเราสามารถเลือกได้ว่าจะกินอะไร เพื่อความรวดเร็วและได้อาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ ๆ ที่นี่เขาจะให้เราสั่งล่วงหน้าทางออนไลน์ครับ (หรือจะสั่งตอนที่ไปถึงก็ได้ แต่อาจจะรอนานกว่าหน่อย) โดยเขาจะมีคิวอาร์โค้ดของแต่ละห้องให้สแกน โดยเราจะต้องกรอกข้อมูลต่อไปนี้
เราเลือกเป็น Classic American Breakfast + ไข่ดาว และ ก๋วยจั๊บญวนครับ
สำหรับ Classic American Breakfast ประกอบด้วย Baked Bean (ถั่วอบซอสมะเขือเทศ), มันฝรั่งทอด, เบคอนทอด, ไส้กรอกทอด, มะเขือเทศย่าง และไข่ดาวที่ไข่แดงไม่สุก (สามารถใส่คอมเมนต์เพิ่มเติมตอนสั่งได้นะครับ แต่เราลองไม่ใส่ดู อยากรู้ว่า Default ของที่นี่จะได้ไข่แบบไหน) อ้อลืม…ได้เรดิชฝานบาง ๆ มาอีกชิ้นนึง พร้อมด้วยต้นอ่อนทานตะวันอีก 3-4 ต้น
ทุกอย่างก็มาตรฐานทั่วไป แต่ Baked Bean นี่เพิ่งเคยกินครั้งแรก มันเป็นถั่วขาวมัน ๆ อยู่ในซอสมะเขือเทศแบบเจือจาง ไม่เปรี้ยวมาก ไว้กินตัดเลี่ยนได้ดี
ส่วน ก๋วยจั๊บญวน เสิร์ฟคู่กับไข่ต้ม 1 ฟองหั่นซีก รสชาติจะเบา ๆ เหมาะสำหรับมื้อเช้าที่ท้องว่าง ๆ
กาแฟ เราสั่งลาเต้เย็น กับ คาปูชิโน่เย็น เป็นกาแฟสด ชงให้ตอนนั้นเลย น่าจะคั่วกลาง เข้มกำลังพอดี ไม่เปรี้ยว
โซนขนมปัง มีเนยให้เลือกทั้งแบบจืดและแบบเค็ม แต่แยมมีแค่แยมสตรอว์เบอร์รี่ ไม่มีแยมส้ม (เสียใจ)
ของหวานเป็นวุ้นกะทิมะพร้าว ไม่หวานมาก หอมกลิ่นมะพร้าวน้ำหอม และกะทิข้างบนก็เค็มกำลังดี
ผลไม้ มีแตงโม กับแคนตาลูป หวาน หอมทุกชิ้น ไม่เจอชิ้นที่แข็งจืดเลย
สุดท้ายคือโซนน้ำ มีน้ำส้ม, น้ำแอปเปิ้ล และน้ำเปล่าให้เลือก
สำหรับโซนสลัดบาร์ ไม่ได้กิน ขอข้ามนะครับ
โดยรวมที่นี่เป็นที่พักที่สวย เงียบ สงบ เหมาะกับการมาพักผ่อน แถมมีมุมสวย ๆ ให้ถ่ายรูปไปอัปลงโซเชียลเน็ตเวิร์คเยอะมาก
เช็คอิน 14:00 (สามารถมาเช็คอินได้ก่อน ถ้ามีห้องว่าง สามารถเข้าได้เลย) เช็คเอาต์ก่อน 12:00
ร้านอาหารและบาร์เปิดทุกวัน อาทิตย์ – พฤหัสบดี 12:00-22:00 ศุกร์-เสาร์ 12:00 – 23:00



ร้านเก่าแก่ที่เปิดมาเกือบ 50 ปี จุดเด่นของที่นี่คือพวกเกี๊ยวปลา, เส้นปลา, ลูกชิ้นปลา และปลาแผ่น(ฮือก้วย) ที่ทำเองจากปลาอินทรีย์ ไม่มีแป้ง และทำวันต่อวัน จึงมีความสด ใหม่ และไม่มีกลิ่นคาว
ในครั้งนี้เราสั่งมา 2 เมนูคือ เส้นปลาน้ำ และ เย็นตาโฟเส้นปลา
เส้นปลาน้ำ (80 บาท) น้ำซุปเค็ม ๆ นัว ๆ (นึกถึงซุปของบะหมี่ที่สิงคโปร์เลย) เส้นปลาเหนียวหนึบ เครื่องแน่น ลูกชิ้นปลาไม่คาว เกี๊ยวปลาแป้งห่อหนึบ ไส้ปลาล้วน ไม่มีหมูผสม ทุกอย่างกลมกล่อม แต่จะมีปลาแผ่นที่เค็มกว่าเพื่อนหน่อย


เย็นตาโฟเส้นปลา (80 บาท) ซุปเค็มนำเหมือนกับเส้นปลาน้ำ แต่จะมีรสเปรี้ยวตาม ไม่หวาน เผ็ดนิดนึง กลิ่นเต้าหู้ยี้ชัด
ใครไม่ชอบพวกลูกชิ้นปลา, เกี๊ยวปลา, ปลาแผ่น หรือเส้นปลา เพราะกลิ่นคาว ก็ยังมีลูกชิ้นหมู, เกี๊ยวหมู หรือหมูแดงก็มีครับ แต่อยากให้ลองเปิดใจชิมของร้านนี้ดูครับ
อ้อ…ร้านนี้ไม่ได้มีแต่เส้นปลานะครับ ยังมีเส้นเล็ก, เส้นใหญ่, เส้นหมี่ และเส้นบะหมี่ด้วย
เปิดทุกวัน 07:30-14:00 (ตอนเที่ยงคนเยอะมาก)

มาเที่ยวทะเลทั้งที มีหรือที่จะพลาดกินอาหารทะเล
สำหรับร้านนี้ เราสั่งไปทั้งหมด 5 เมนู ได้แก่ ข้าวผัดปู, หอยเชลล์ทรงเครื่อง, หอยหวานเผา, ยำไข่แมงดา และกั้งกระดานทอดกระเทียม





ข้าวผัดปูจานเล็ก (100 บาท) ข้าวร่วน เค็มกำลังดี หอมไข่ เนื้อปูสด หวาน เยอะ แต่ใส่น้ำมันเยอะไปนิดนึง
หอยเชลล์ทรงเครื่อง (200 บาท) หอยสด เต่ง กระเทียมเจียวเยอะแบบจุก ๆ ใช้มาการีนในการย่าง
หอยหวานเผา (200 บาท) เนื้อแน่น หนึบ ตัวโต


ยำไข่แมงดา (380 บาท) น้ำยำเปรี้ยวนำ เค็มตาม กลมกล่อม ไม่จัดจ้าน ไข่เม็ดใหญ่ กินคู่กับเม็ดมะม่วงหิมพานต์เพิ่มความมัน
กั้งกระดานทอดกระเทียม (350 บาท) สด ตัวใหญ่ เนื้อแน่น ทำมาสุกกำลังดี กระเทียมเจียวเยอะเช่นเคย
น้ำจิ้มซีฟู้ด เปรี้ยวนำเค็มตาม กลมกล่อม ไม่เปรี้ยวโดด
กระเทียมเทียมเจียวเลิฟเวอร์น่าจะฟิน
เปิดทุกวัน 10:00-19:00
ร้าน Chocolate Specialty น้องใหม่ของหัวหิน ที่เพิ่งเปิดเมื่อปลายปี 2565 นี่เอง
ร้านนี้เจอโดยบังเอิญระหว่างเดินจากร้านนำชัยเกี๊ยวปลาไปหาของหวานกินต่อ แต่ร้านของหวานปิด เลยเดินย้อนมาที่ร้านนี้
ที่นี่มีโกโก้หลายสายพันธุ์ให้เลือกครับ ส่วนใหญ่เป็นโกโก้ที่ปลูกในไทย (สนับสนุนเกษตรกรไทย) ซึ่งการที่ปลูกในพื้นที่ที่แตกต่างกัน และวิธีในการหมักของผู้ผลิตแต่ละเจ้าไม่เหมือนกัน ทำให้รสชาติและกลิ่นที่ได้แตกต่างกัน แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่โกโก้ไทยมีความคล้ายกันคือ มันจะออกเปรี้ยว


วันที่เราไปมีสายพันธุ์ โคราช, ระยอง, สุรินทร์, เชียงราย และ Ghana (เสียดายวันนั้นสายพันธุ์ ป่าละอู ของประจวบคีรีขันธ์ หมด)
เราเลือกมา 2 สายพันธุ์คือ Ghana และ ระยอง
Ghana เย็น Dark 80% (100 บาท) กลิ่นออกถั่ว ๆ มัน ละมุน หวานนิดนึง กินง่าย
ระยองเย็น Dark 100% (120 บาท) เปรี้ยว มีความเป็นผลไม้ ขมปลาย กินยากกว่า Ghana หน่อย
(เปอร์เซ็นความ Dark คือการบอกถึงความสัดส่วนของโกโก้ ยิ่งตัวเลขเยอะยิ่งเข้มข้น ยิ่งขม เพราะมีการผสมอย่างอื่นเช่น นม หรือน้ำตาลน้อย)
เมนูเย็นทางร้านจะใส่น้ำแข็งก้อนใหญ่มาให้ 1 ก้อน ทำให้เราได้รสชาติของโกโก้เต็ม ๆ ไม่มีน้ำละลายมาเจือจาง
นอกจากเครื่องดื่มก็ยังมีขนมที่ทำจากโกโก้อีกด้วย แต่สำหรับคนที่ไม่กินโกโก้ ที่ร้านก็มีพวกชา หรือโซดาให้เลือกแทน
เปิดโลกดีเหมือนกันครับ อยากให้มาลองดู แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะเลือกไม่ถูก ได้โกโก้ที่ไม่ถูกปาก เพราะเขาจะให้เราชิมก่อน แถมแนะนำดีมาก
เปิดทุกวัน 10:00-19:00
สำหรับการรีวิวในครั้งนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย อากาศร้อนเกิน แถมจะไปไหนก็ร้านปิด เลยถือซะว่ามาเปลี่ยนที่นอนละกันครับ
]]>
เริ่มที่เมนูออริจินัลของร้าน นั่นคือ ผัดไทยเส้นจันท์ ธรรมดา ใส่ไข่ ราคาจานละ 99 บาท เห็นหน้าตาจืด ๆ แต่พอได้กินเข้าไป รสชาติเข้มข้น แต่ไม่จัดจ้าน หวานนำ เค็มตาม ออกกลาง ๆ เข้าใจเลยว่าทำไมนักท่องเที่ยวถึงชอบ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน (ตอนที่ไป ในร้านมีแต่นักท่องเที่ยวจีน) ตอนที่เสิร์ฟ พนักงานจะถามว่ารับถั่วหรือไม่ เพื่อให้คนที่แพ้ถั่วสามารถทานได้ กุ้งแห้งที่ใช้ก็เป็นกุ้งแห้งอย่างดี ตัวใหญ่ ไม่แข็ง ไม่ใส่สี และเต้าหู้ไม่แข็งและเหม็น ผัดออกมาค่อนข้างแห้ง

จานต่อมาคือ ผัดไทย เส้นจันท์ มันกุ้ง กุ้งทะเลสด ห่อไข่ ราคาจานละ 169 บาท รสชาติคล้าย ๆ จานแรก แต่สิ่งที่พิเศษคือ เส้นจะหอมมันกุ้งมากกว่า ได้กุ้งมา 2 ตัวใหญ่ ตัวกุ้งทำออกมาได้สุกกำลังพอดี ไข่ที่ห่อบางกำลังดี แต่ส่วนตัวชอบแบบใส่ไข่มากกว่า

อีกจานคือ เปาะเปี๊ยะใส้กุ้ง ราคาจานละ 65 บาท แป้งกรอบ กุ้งตัวใหญ่ เนื้อแน่น สุกกำลังดี ส่วนหางก็กรอบไม่แข็ง จิ้มกับซอสบ๊วยเจี่ยที่รสชาติไม่หวานไป ไม่เปรี้ยวไป ลงตัว
สุดท้าย น้ำส้ม (ขวดเล็ก 119 ขวดใหญ่ 199 ราคาไม่แน่นอน ขึ้นลงตามราคาวัตถุดิบช่วงนั้น สามารถสอบถามราคาได้ที่หน้าร้าน) นอกจากผัดไทยก็น้ำส้มนี่แหละ ที่หลายคนพูดถึง เท่าที่กิน รู้สึกได้ถึงส้มแท้ ๆ ไม่แน่ใจว่าสายพันธุ์อะไร รสชาติจะเป็นหวานนำ เปรี้ยวตาม (ติดขมหน่อย ๆ น่าจะเป็นเพราะใช้เครื่องบีบแรงไปหน่อย) นอกจากนี้เขายังใส่เนื้อส้ม (เป็นชิ้น ๆ ไม่ใช่เป็นเกร็ด ตามรูป) อากาศร้อน ๆ มากินน้ำส้มเย็น ๆ สดชื่นมาก เห็นที่ข้างขวดเขาบอกว่าคั้นวันต่อวันด้วย (น้ำมะนาวที่เขาให้มาปรุงผัดไทยก็เช่นกัน)
ปล. มี Service Charge 10% และ Tax 7% เพิ่มเติมอีกด้วยนะครับ
]]>ไม่ขอเกริ่นยาว เริ่มเลยละกัน
ขอแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนของคาว และส่วนของหวาน
สำหรับของคาว จะมีร้านดังต่อไปนี้
และของหวาน

ขอเริ่มที่ไฮไลท์เด็ดของทริปนี้ ร้านปิ้งย่างและชาบูพรีเมียม(น่าจะ)ร้านเดียวในขอนแก่น
โดยเนื้อของร้านนี้จะเป็นเนื้อนำเข้าจากญี่ปุ่นและเนื้อวากิวไทย เลยเป็นเนื้อที่ไม่ได้มีกลิ่นแรงเหมือนเนื้อออสเตรเลียนะครับ แต่ถ้าใครไม่กินเนื้อก็มีหมูด้วย
ร้านนี้มี 2 ชั้นครับ ชั้นล่างเป็นโซนชาบู ส่วนชั้นบนเป็นโซนปิ้งย่าง ใครอยากกินทั้งปิ้งย่างและชาบูเชิญชั้นบนเลยครับ (ข้างล่างไม่มีท่อดูดควัน เลยตั้งได้แค่หม้อชาบู) แต่มีที่นั่งน้อย แนะนำให้โทรจองก่อนครับ (เบอร์โทรอยู่ท้ายรีวิว)
เปิดมาด้วยเหล่าเครื่องเคียงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหน้าสาหร่าย (39 บาท) อันนี้ชอบมาก สาหร่ายหวาน ๆ เค็ม ๆ กรอบ ๆ กินกับข้าวร้อน ๆ อร่อยมาก ไข่ดองโชยุ (39 บาท) อันนี้ก็นัว กลมกล่อม ไว้กินกับเนื้อชาบู เข้ากันมาก น้ำจิ้มแจ่ว ฟีลอาหารอิสาน รสเปรี้ยวมะขามเปียกนำ ยำสาหร่าย (69 บาท) และกิมจิ (49 บาท)
ตามมาด้วย Yukke (690 บาท) เนื้อดิบญี่ปุ่นคลุกซอสสูตรพิเศษของทางร้าน เมนูนี้เปิดประสบการณ์มาก ไม่เคยกินเนื้อดิบขนาดนี้มาก่อน แต่มันอร่อยมาก นัว ๆ หอมน้ำมันงา เนื้อหนุบ ๆ ไม่เหม็นคาวเลย



สำหรับเนื้อปิ้งย่าง เราสั่ง ลิ้นวัว, Zabuton A5 หมักซอส และ Jorosu ตามลำดับจากรูปซ้ายไปขวา
ลิ้นวัว (299 บาท) ที่นี่เป็นแบบพิเศษ นุ่ม หนึบ ไม่มีความเหนียวเหมือนที่อื่น ๆ (บางที่เหนียวจนกินไม่ได้เลย) กินคู่กับต้นหอมญี่ปุ่นหมักน้ำมันงา เป็นอะไรที่ลงตัวมาก ใครชอบลิ้นวัว ห้ามพลาดเลย
Zabuton A5 หมักซอส (690 บาท) นุ่มมากกกก ซอสที่หมักก็รสชาติกำลังดี ไม่ได้กลบความดีงามของเนื้อ กินเปล่า ๆ ก็อร่อยแล้ว แต่ถ้าอยากให้มีรสชาติขึ้น จิ้มกับเกลือ+พริกไทยนิดหน่อยรับรองแสงออกปาก
Jo Rosu (690 บาท) เป็นเนื้อสันใน A3 คือเนื้อที่ลีนลงมาหน่อย ไม่ได้เป็นวัวอ้วนเหมือน Zabuton รสชาติอร่อยเหมือนกัน แต่สัมผัสตอนเคี้ยวจะไม่นุ่มเท่า แต่ก็ยังดีงาม (ในรูปมี Zabuton แถมมาด้วย)
ถัดมาก็จะเป็นเมนูชาบู


ที่ร้านจะมีน้ำซุปให้เลือก 2 แบบคือ ซุปดาชิ และ ซุปสุกี้ยากี้ ครั้งนี้เราเลือกเป็นซุปดาชิครับ
ส่วนเนื้อก็มีหลายแบบ เราเลือกเนื้อ Outside Flat (690 บาท) ซึ่งเป็นส่วนพับนอก มีไขมันแทรกเป็นลายหินอ่อน เมื่อกินกับน้ำซุปดาชิที่กลมกล่อม เป็นอะไรที่ลงตัวที่สุด
นอกจากนี้ยังสั่งเซ็ทผักรวม (99 บาท) เราจะกินแต่เนื้ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องกินผักด้วย เดี๋ยวไม่ครบ 5 หมู่ ผักสดดีครับ ยิ่งต้ม น้ำซุปยิ่งหวานผัก อร่อยมาก
โดยรวมประทับใจมากครับ ราคาสูงหน่อย (สำหรับต่างจังหวัด) แต่รับรองว่าคุ้มค่ามาก สายเนื้อโซนอิสานห้ามพลาดเด็ดขาด
เปิดทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เปิด 17:30-22:00
เสาร์ – อาทิตย์ เปิด 11:00-22:00
ที่จอดรถ ตามฟุตบาทหน้าร้าน
0982415416, 0986145616

เที่ยวอิสานทั้งที มีหรือจะพลาดอาหารเวียดนาม (ไม่ขอเล่านะครับ ว่าอาหารเวียดนามเข้ามาเป็นที่นิยมในภาคอิสานได้ยังไง)
สำหรับร้านปากหม้อพุ-พานนี้มีหลายสาขา เราเลือกมากินที่สาขาข้างที่ว่าการอำเภอ
ด้วยความที่เป็นมื้อรองท้อง เราเลยสั่งแค่ปากหม้อ กับ พิซซ่าเวียดนาม (ด้วยความหิวจัด เลยลืมถ่ายรูปก่อนกิน)
ปากหม้อ (60 บาท) จริง ๆ จานนึงมี 5 ชิ้นนะครับ ปากหม้อร้านนี้แป้งบางมากกกก ไส้เป็นหมูสับผสมหมูยอและต้นหอม โรยด้วยหอมเจียว รสชาติกลาง ๆ เบา ๆ เหมาะกับเป็นการกินเป็นอาหารเช้า (เคยกินที่จังหวัดเลย ที่นั่นเขาจะใส่หอมเจียวในไส้เลย และบางร้านใส่หอมเจียวเยอะมาก ใครสายหอมเจียวคงถูกใจ)
พิซซ่าเวียดนาม (90 บาท) จริง ๆ มี 6 ชิ้นครับ เป็นไข่บาง ๆ ห่อใส้เหมือนกับปากหม้อเลย แต่เพิ่มเติมข้าวเกรียบงาข้างในซึ่งเป็นส่วนที่ชอบที่สุดของเมนูนี้ ด้วยความกรอบของข้าวเกรียบกินกับน้ำจิ้มเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ลงตัวมาก
โดยรวม อาหารร้านนี้รสชาติไม่ได้จัดจ้านออกไปทางจืด อาจไม่ถูกใจคนชอบกินอาหารรสจัด แต่สำหรับผมถือว่าโอเคครับ
นอกจาก 2 เมนูนี้ที่ร้านยังมี ก๋วยจั๊บญวน, ขนมปังญวน, ไข่กระทะ, กาแฟ และอีกหลาย ๆ เมนู สั่งผ่านแอปส่งอาหารได้ ไปส่องตามแอปที่ใช้อยู่ประจำได้เลย
เปิด พฤหัส – อังคาร 07:00-14:00 ปิดวันพุธ
ที่จอดรถ ตามฟุตบาทหน้าร้าน
คาเฟ่ชื่อดังใน TikTok ต้องลองหน่อยแล้ว ว่าจะเด็ดสมคำร่ำลือรึเปล่า
ตอนนี้มี 3 สาขา เราเลือกมากินที่สาขา HQ นั่นคือสาขาตรงข้ามโรงพยาบาลศรีนครินทร์ (รายละเอียดของแต่ละสาขา ดูได้ที่นี่)

สำหรับขนมเราสั่ง ขนมปังกระเทียมครีมชีส, เค้กช็อกโกแลต, ทิรามิสุ และสตรอว์เบอร์รี่ชอร์ตเค้ก (จากรูปคือไล่จากใกล้สุดแล้วหมุนตามเข็มนาฬิกา)
ส่วนเครื่องดื่มมี อเมริกาโนลิ้นจี่, ชาเขียว, ชาพีช และชาลิ้นจี่
ขนมปังกระเทียมครีมชีส (120 บาท) ก้อนใหญ่มาก แป้งกรอบนอกนุ่มใน โรยมอสซาเรลล่าชีส ใส่กระเทียมแบบจัดเต็ม เป็นต่อน ๆ เลยทีเดียว รสชาติเค็ม ๆ ออกแนวอาหารฝรั่ง
เค้กช็อกโกแลต (110 บาท) เค้กเนื้อนุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมกับวิปครีม เค้กนุ่มฟู มีความฉ่ำ หวานกำลังดี ช็อกโกแลตขมนิด ๆ ชอบมาก
ทิรามิสุ (140 บาท) แป้งนุ่ม หอมกาแฟ แต่ไม่ขม ผงโกโก้ที่โรยก็ไม่ทำให้สำลัก ที่สำคัญไม่หวานมาก เป็นเมนูที่ผู้ร่วมทริปทุกคนโหวตว่าอร่อยที่สุด
สตรอว์เบอร์รี่ชอร์ตเค้ก (140 บาท) อร่อยมากกกก ชอบมาก ด้วยความที่เป็นครีมสด สัมผัสที่ได้เลยเบามาก และหวานน้อยมาก กินได้เรื่อย ๆ ไม่มีเลี่ยนเลย และที่สำคัญสตรอว์เบอร์รี่หวานนำเปรี้ยว ด้วยราคานี้กับรสชาติแบบนี้ เป็นอะไรที่ดีงามมาก
สำหรับเครื่องดื่ม ผมได้ลองแค่ 2 เมนู
อเมริกาโนลิ้นจี่ (85 บาท) ด้วยความที่วันนั้นตื่นเช้าไปขึ้นเครื่องบินตั้งแต่ตี 4 บ่ายมาก็เลยง่วงมาก เลยอยากกินกาแฟเข้ม ๆ เลยสั่งเมนูนี้ แต่กาแฟที่ได้ขมไปหน่อย บวกกับรสชาติและกลิ่นของลิ้นจี่ ส่วนตัวผมไม่ค่อยเก็ตเท่าไหร่
ชาลิ้นจี่ (85 บาท) เมนูนี้ผมว่าอร่อยเลย กลิ่นชากับกลิ่นลิ้นจี่ไปด้วยกันได้ดี กินแล้วสดชื่น ใช้ล้างปากจากกาแฟได้เลย
ขอแปะราคา ชาเขียว (80 บาท), ชาพีช (85 บาท) ที่ไม่ได้ลอง
โดยรวมผมชอบร้านนี้มาก ขนมอร่อยทุกเมนูเลย แถมราคาสมเหตุสมผล ดีงามสมกับเป็นร้านดังใน TikTok จริง ๆ
เปิดทุกวัน 08:00-18:00
ที่จอดรถ ลานจอดหน้าร้าน

คาเฟ่ของยูทูบเบอร์ชื่อดังแห่งเมืองขอนแก่น มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมาก สวยทุกมุมเลย สายถ่ายรูปน่าจะชอบกัน

ของหวานร้านนี้เราสั่ง Nutella Biscroff Y2K และ Shine Muscat Shortcake
ส่วนเครื่องดื่มเราสั่ง Yuzu Honey, Strawberry Gummy Jelly, Earl Grey Punch และ White in Love (ในรูป เรียงจากซ้ายไปขวา)
เริ่มที่ Nutella Biscroff Y2K (115 บาท) เป็นเค้กวิปครีมผสม Nutella และ Lotus Biscroff (บิสกิตสุดเลิฟ) แต่รสชาติของ Nutella และกลิ่นของ Lotus Biscroff ไม่ได้เด่นชัดเท่าไหร่ ตัววิปครีมไม่หวานมาก แต่ค่อนข้างหนัก กินเยอะ ๆ ก็เลี่ยนได้
Shine Muscat Shortcake (115 บาท) ตัวเนื้อเค้กนู่มฟู ครีมไม่หวานมาก แต่ตัวเอกอย่างองุ่น Shine Muscat ไม่หวานจัดเหมือนที่เคยกิน โดยรวมถือว่าโอเค
เครื่องดื่มผมได้ชิมแค่ 2 อย่างคือ Earl Grey Punch และ White in Love
Earl Grey Punch (110 บาท) รู้สึกถึงความเป็นน้ำพันช์เด่นกว่าชาเอิร์ลเกรย์ ความหอมของชาโดนกลบหมด รสชาติออกเปรี้ยวหวาน สตรอว์เบอร์รี่ที่ใส่มาเป็นแบบแช่แข็ง
White in Love (100 บาท) มันคือไวท์มอลต์ผสมนมสตรอว์เบอร์รี่ ปกติไวท์มอลต์จะมีกลิ่นค่อนข้างเบา แต่ร้านนี้สามารถทำให้กลบกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่ได้ รสชาติโดยรวมจะหวาน ๆ มัน แต่ไม่ได้หวานมาก กินได้เพลิน ๆ
แปะราคาอีก 2 เมนู คือ Strawberry Gummy Jelly (98 บาท) และ Yuzu Honey (110 บาท)
โดยรวมร้านนี้ขนมและเครื่องดื่มอยู่ในเกณฑ์ “เฉย ๆ” เมื่อเทียบกับราคาที่ค่อนข้างแรงอยู่ แต่ข้อดีของร้านนี้คือมุมถ่ายรูปสวย ๆ มีเยอะ
เปิดทุกวัน 11:00-19:00
ที่จอดรถ ลานจอดหน้าร้าน หรือข้างถนน

คาเฟ่ชื่อดังที่มีชื่อเสียงจากครัวซองท์
เห็นคนรู้จักหลายคนพูดถึงร้านนี้เยอะ ส่วนใหญ่จะพูดว่าไปไม่ทันของหมดก่อน เราเลยรีบไปกันตั้งแต่เช้า ๆ เลย
เราเลือกนั่งกันที่โซนเอาท์ดอร์หลังร้าน บรรยากาศดีมาก เงียบสงบ อากาศกำลังเย็นสบาย ใครมาช่วงก่อนเที่ยง แนะนำให้เดินทะลุร้านเข้าไปโซนเอาท์ดอร์เลย
สำหรับขนมเราสั่ง Financier, Truffle Chocolate Croissant, Garlic Cream Cheese Bread, Almond Croissant และ Canele
ส่วนเครื่องดื่มเราสั่ง อุจิมัทฉะ, ชามะนาว และ Toffee Nut Cream Latte (ไม่ได้ถ่ายรูปมา)
Financier (40 บาท) ขนมโบราณของฝรั่งเศส หากินค่อนข้างยาก จุดเด่นคือกลิ่นอัลมอนด์ และเนย กรอบนอกนุ่มใน แต่ถ้าใครคิดไม่ออก ให้นึกถึงขนมไข่โบราณ แต่อันนี้จะไม่แห้งเหมือนขนมไข่ (อยากลองเพราะได้ยินชื่อนี้จากในเกม Cookie Run : Kingdom)
Truffle Chocolate Croissant (110 บาท) แป้งกรอบมากกกก ช็อกโกแลตไม่หวานและไม่ขมจนเกินไป ถูกใจสายช็อกโกแลตแบบผม
Garlic Cream Cheese Bread (100 บาท) ขนมปังกระเทียมร้านนี้จะต่างจากร้าน From Scratch Bakeshop & Café ตรงที่ตัวแป้งของร้านนี้จะนุ่มทั้งหมด กระเทียมจะไม่เป็นชิ้น ๆ ครีมจะออกหวาน รสชาติโดยรวมจะไปทางขนมปังกระเทียมของเกาหลีมากกว่า อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบครับ แต่ผมว่าอร่อยทั้งคู่
Almond Croissant (95 บาท) แป้งกรอบเช่นเคย อัลมอนด์ครีมที่ราดมาและผ่านการอบทำให้มันมีความกรอบ ๆ หวาน ๆ อร่อยมาก
Canele (65 บาท) เป็นขนมโบราณของฝรั่งเศสอีกประเภท พูดง่าย ๆ ให้เห็นภาพ มันคือคัสตาร์ดที่มีความกรอบนอกนุ่มใน เท่าที่หาข้อมูลมา เป็นขนมปราบเซียนเลย แต่ร้านนี้ก็ทำออกมาได้ดี หวาน ๆ หอม ๆ แต่คนที่ไม่เก็ตจะบอกว่าข้างนอกมันไหม้
สำหรับเครื่องดื่ม ผมได้ลองชิม อุจิมัทฉะ และ ชามะนาว
อุจิมัทฉะ (85 บาท) สำหรับคนที่ชอบกินหวานน้อย จะบอกว่าหวานพอดี ใส่นมมาพอดี ไม่ขมไป
ชามะนาว (70 บาท) รสชาติเข้มข้น สดชื่น แต่ถ้าคนชอบกินหวานน้อยจะบอกว่ามันหวานไปหน่อย
ส่วนราคาของ Toffee Nut Cream Latte (135 บาท)
โดยรวมแล้ว ครัวซองท์ร้านนี้คือที่สุดในขอนแก่นจริง ๆ ใครผ่านไปผ่านมาแถวนี้ แนะนำให้มาลอง แต่ถ้าไม่ได้ผ่านมาแถวนี้ก็สั่งออนไลน์ได้ ที่นี่ ทางร้านมีบริการส่งทั่วประเทศ (แต่ไม่ฟินเท่ามากินสด ๆ ใหม่ ๆ ที่ร้านนะครับ)
เปิดทุกวัน 07:30-17:00
ที่จอดรถ ตามฟุตบาทหน้าร้าน
ขอปิดท้ายด้วยรูปน้อง ๆ ที่สวนสัตว์ขอนแก่นนะครับ แล้วเจอกันโอกาสหน้าครับ



ในครั้งนี้จะขอแบ่งข้อมูลเป็นหัวข้อ ดังนี้ครับ
1 – 4 ตุลาคม 2565

ขาไป Air Asia FD 359 06:10 ดอนเมือง (T1) – 09:35 สิงคโปร์ (T4)
ขากลับ Air Asia FD 352 22:10 สิงคโปร์ (T4) – 23:40 ดอนเมือง (T1)
ค่าตั๋วไปกลับประมาณ 7,500 ถือว่าค่อนข้างแพง เนื่องจากช่วงนั้นมีการแข่ง F1 Singapore Grand Prix ที่งดจัดมา 2 ปี แต่สะดวกที่จะไปแค่ช่วงนี้ เลยไม่มีทางเลือก
เนื่องจากขาไปบิน 06:10 และปกติใช้เวลาเดินทางไปดอนเมืองใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที เลยวางแผนออกเดินทางจากที่พัก 03:00 (เผื่อเวลาไว้ 2-3 ชั่วโมง เผื่อมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น) แต่เวลานั้นแถวที่พักไม่มีแท็กซี่ผ่าน ตอนแรกโทรไปจองแท็กซี่ที่ Taxi Radio (020981681 เบอร์เดิมคือ 1681) แต่เขาบอกว่ารถออกรอบแรก 04:00
เลยเปลี่ยนไปจองผ่านแอปพลิเคชัน Grab ล่วงหน้าหลายวัน และก็มีคนขับกดรับงานเรียบร้อยหลังจากจองไปไม่กี่นาที
พอมาถึงวันเดินทาง ใกล้ ๆ เวลานัดหมาย ประมาณ 15-30 นาที แอปพลิเคชัน Grab ก็ส่ง Notification ให้เตรียมพร้อม และบอกพิกัดของรถที่รับงานไว้ว่าอยู่ไม่ห่างจากที่พักของผมมาก (ประมาณ 2-3 กิโลเมตร)
ประมาณ 02:50 ผมเตรียมตัวเสร็จแต่ก็ยังเห็นพิกัดของรถคันนั้นยังอยู่ที่เดิม ผมก็คิดว่ายังไม่ถึงเวลาพี่เขาเลยยังไม่มา (ว่าแต่ ทำไมไม่รอแถว ๆ ที่ผมปักพิกัดไว้หว่า)
ผมลงมารอที่หน้าตึกถึงเวลานัดแล้วแต่ก็ยังอยู่ที่เดิม เลยโทรไปหา 3 สาย พี่เขาก็ยังไม่รับ เลยตัดสินใจยกเลิกแล้วกดเรียกรถคันใหม่ โชคดีที่ว่าแถว ๆ นั้นยังมีรถของ Grab วิ่งอยู่เลยได้รถไปสนามบินตอนประมาณ 03:25
ที่ Terminal 1 ของดอนเมือง หลังจากตรวจสัมภาระเข้ามาแล้วไม่มี 7-11 นะครับ และเวลาประมาณตี 3 กว่า ๆ มีร้านที่เปิดอยู่ร้านเดียวคือร้าน McDonald (ร้านอื่น ๆ เปิดประมาณตี 5)
การตรวจพาสปอร์ตเร็วมาก ทั้งที่ไทยและสิงคโปร์ (ขอชมเจ้าหน้าที่ตม.ของสิงคโปร์เลยว่าเป็นมิตรกว่าพนักงานเสิร์ฟตามร้านอาหารต่าง ๆ ในสิงคโปร์อีก)
เดี๋ยวนี้การจะเข้าเมืองสิงคโปร์ไม่ต้องเขียนลงใบกระดาษแล้ว สามารถกรอกได้ที่ https://www.ica.gov.sg/ ล่วงหน้าไม่เกิน 3 วันก่อนออกเดินทาง ที่สำคัญสำหรับช่วงนี้ต้องแนบเอกสารการฉีดวัคซีนป้องกันโรโควิด 19 ด้วยนะครับ (ไปกดขอเอกสารอิเล็กทรอนิกก์ได้จากแอปพลิเคชันหมอพร้อม)
ที่ผมเจอมาการเข้าออกสิงคโปร์จะไม่มีการปั๊มพาสปอร์ตแล้วนะครับ แต่จะได้อีเมล Electronic Visit Pass มาแทนเมื่อเราผ่านด่าน ตม. ขาเข้าที่สิงคโปร์
ส่วนขาออกจากสิงคโปร์ก็จะมีเครื่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ ถ้าเราไม่ไปสร้างปัญหาอะไรไว้พอสแกนปุ๊บก็ผ่านปั๊บ ไม่ต้องไปต่อแถวตรวจพาสปอร์ตกับเจ้าหน้าที่
ขากลับประเทศไทย ผมขึ้นเครื่องที่ Terminal 4 ตอนแรกก็กะว่าจะไปซื้อของฝากในสนามบินนั่นแหละ เพราะของข้างในจะถูกกว่าข้างนอกเพราะไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ผมไปถึงประมาณเกือบ 20:00 เหลือแค่ไม่กี่ร้านที่เปิดและบางร้านก็กำลังจะปิด (Bee Cheng Hiang ปิด 20:00 ส่วนร้าน Bengawansolo ที่อยู่ข้าง ๆ กัน ปิดดึกกว่าหน่อย ปล.ไปหาข้อมูลมา เขาบอกว่าถ้าไปถึงก่อน 18:00 จะยังมีร้านเปิดเยอะอยู่)


เราเลือก The Keong Saik Hotel ที่พักขนาดกำลังดี บนถนน Keong Saik ใกล้สถานี MRT Outram Park เดินออกมาทางออก 4 นิดเดียวก็เจอแล้ว
ค่าที่พัก ห้อง Superior 3 คืน ประมาณ 13,198.32 ตกคืนละ 4 พันกว่าบาท อย่างที่บอกข้างต้นว่าช่วงที่ไปเป็นช่วงพีคของสิงคโปร์ที่พักส่วนใหญ่ก็เลยค่อนข้างแพง
ตึกแถวนั้นสวยมาก น่าจะเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โปตุกีส คล้าย ๆ กับที่ภูเก็ต (ถ้าไม่ถูกช่วยท้วงด้วยนะครับ)
จากที่นี่สามารถเดินไปย่าน China Town ได้สบาย ๆ
พนักงานต้อนรับเป็นมิตรพอ ๆ กับ ตม.
จากที่อ่านรีวิวเห็นว่าคนที่ได้ห้องพักฝั่งที่ติดถนนข้างหน้าเขาบอกว่าจะได้ยินเสียงคนที่สัญจรไปมา และได้ยินเสียงเพลงจากผับ บาร์แถวนั้น แต่เราได้ห้องโซนข้างหลังเลยค่อนข้างเงียบสงบดี แต่ด้วยความอยู่ข้าง Sri Layan Sithi Vinayagar Temple ซึ่งเป็นวัดของชาวฮินดู ตอนเช้า ๆ ก็อาจจะได้ยินเสียงเพลงจากการทำพิธีทางศาสนาเบา ๆ ได้
สาเหตุที่เลือกที่นี่คือ ห้องมีหน้าต่าง, ดูสะอาด, ไม่เก่า, อยู่ใกล้สถานี MRT และราคาสมเหตุสมผล
เช็คอิน ตั้งแต่ 14:00 เช็คเอาต์ ก่อน 12:00 (สามารถฝากสัมภาระหลังเช็คเอาต์ได้)
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Outram Park เดินต่ออีกประมาณ 400 เมตร
? พิกัด

ขาดไม่ได้จริง ๆ ไม่มีคือไปไหนมาไหนไม่ถูก ขนาดมีอินเทอร์เน็ตให้ใช้หาข้อมูลยังหลง
ทริปนี้เราเลือกใช้ซิมการ์ดของ Singtel ราคา 15 SGD (จองจาก KKday ราคา 333 บาท แล้วไปรับที่บูธของ Travelex ที่ Terminal 3 ของสนามบินเท่านั้น !!! )
ที่เลือกซิมนี้เพราะมันเป็นแบบ 2 in 1 คือได้ทั้งซิม (อินเทอร์เน็ต 4G 100GB ใช้ได้ 28 วัน) แล้วก็ยังได้บัตร EZ-Link ด้วย (มีเงินในบัตร 3 SGD ซึ่งเป็นขั้นต่ำที่สามารถใช้งานได้) ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อบัตร EZ-Link แยกอีก 5 SGD
สำหรับความเร็วและความแรงของสัญญาณก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ดีไม่มีปัญหาอะไร เจอไม่มีสัญญาณครั้งเดียวตอนต่อแถวรอเล่นเครื่องเล่น Transformers ที่ Universal Studio Singapore แค่นั้น

มี EZ-Link ใบเดียวจะไปไหนก็ได้ รถไฟฟ้า(MRT) รถเมล์ได้หมด (เมื่อไหร่ที่ประเทศกรุงเทพจะมีโอกาสได้ใช้บัตรใบเดียวได้แบบนี้บ้างน้อ)
ราคาคิดตามระยะทาง เริ่มต้นไม่เกิน 3.2 กิโลเมตร คิด 0.95 SGD เท่ากันทั้ง MRT และ รถเมล์ แต่ถ้าเป็นรถเมล์ด่วนพิเศษ จะเริ่มต้นที่ 1.55 SGD
แต่ถ้าใช้บริการ MRT ในวันธรรมดา ก่อน 7:45 ค่าโดยสารจะลดลงมาประมาณครึ่งนึง
ทริปนี้ส่วนใหญ่จะเดินทางด้วย MRT แต่มีขึ้นรถเมล์ครั้งนึงจากแถว ๆ สถานี MRT Fort Canning ไปลงแถว ๆ สถานี MRT Dhoby Ghaut บัตรมันตัดเงินไปแค่ 0.10 SGD เองแฮะ…ใครรู้ว่าเป็นเพราะอะไร หลังไมค์มาบอกที
ข้อดีของ MRT คือรอไม่นานแต่ละขบวนห่างกันประมาณไม่เกิน 7 นาที แต่ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่
ส่วนข้อดีของรถเมล์คือจะครอบคลุมพื้นที่มากกว่า MRT แต่รอนานกว่าหน่อย ประมาณ 15 นาที โดยเฉลี่ย

ตอนนี้ที่สิงคโปร์ค่อนข้างเป็นสังคมไร้เงินสดหลายร้านไม่รับเงินสด แต่ด้วยความไม่รู้เลยไม่ได้เตรียม Travel Card ไว้เลยแต่ยังดีที่มีบัตรเครดิต แต่อัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างแพงเลยทีเดียว เท่าที่เทียบดูจะแพงกว่าร้านรับแลกเงินประมาณ SGD ละ 1 บาทได้
หลายร้านรับชำระเงินผ่าน QR Code ซึ่งที่สิงคโปร์จะเรียกว่า NETS ตอนนี้แอปพลิเคชันธนาคารของไทยมี 3 ธนาคารที่รองรับ ได้แก่ กรุงไทย, กรุงเทพ และกรุงศรีอยุธยา (อ้างอิง)
แต่แลกติดตัวไปส่วนหนึ่งก็ดีครับ เผื่อบางที่เขารับแต่เงินสด
และสำหรับใครที่ยังไม่มีบัตร Travel Card ผมขอเสนอบัตร YouTrip (บัตร YouTrip คืออะไร) สมัครฟรีได้ที่ลิงค์นี้เลย >>> https://youtrip.onelink.me/3xWB/b3i763n4 (แนะนำให้กดบนมือถือนะครับ เพราะมันจะ Redirect ให้เราไปโหลดแอปพลิเคชันเพื่อลงทะเบียน)
ขอเริ่มด้วยห้างสรรพสินค้าที่รวบรวมร้านดัง ๆ ของสิงคโปร์ มี HSBC Rain Vortex น้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก (ณ ตอนที่เขียน) 40 เมตร สามารถชมได้จากทุกชั้นกระทั่งชั้นใต้ดิน แต่ชั้นใต้ดินจะมีกระจกกั้นไว้อยู่นะครับ
เห็นมีคนบอกว่าน้ำตกไม่ได้เปิดน้ำตลอดเวลา แต่ผมไปถึงประมาณ 10:00 กว่า ๆ ก็เห็นมีน้ำอยู่นะครับ
ส่วนตอนเย็น ก็จะมีการแสดงแสงสีเสียงทุกวัน รายละเอียดอยู่ข้างล่างครับ
ถ้าอยากถ่ายรูปแบบไม่ค่อยมีคนรบกวน แนะนำให้ขึ้นไปชั้น 4-5 แต่เรารู้สึกว่ามันจะใกล้น้ำตกมากไปหน่อย เราชอบชั้น 2-3 มากกว่า
เปิดทุกวัน 09:00 ถึง 23:00
การแสดงแสงสีเสียง วันจันทร์ – พฤหัส มี 2 รอบ คือ 20:00 และ 21:00
ศุกร์-อาทิตย์ และวันหยุด มี 3 รอบ คือ 20:00, 21:00 และ 22:00
? การเดินทาง จาก Terminal 4 จะมี Shuttle Bus ให้บริการส่งถึงหน้า Jewel Changi Airport ฟรี ส่วน Terminal อื่นสามารถเดินถึงได้เลย มีทางเชื่อมจากทุก Terminal ครับ
? พิกัด
มัสยิดสุลต่านแห่งย่าน Kampong Glam เป็นศูนย์รวมใจของชาวมุสลิมในประเทศสิงคโปร์ สร้างขึ้นเมื่อปี 1824 เพื่ออุทิศให้สุลต่านฮุสเซน ชาห์ (Sultan Hussein Shah) สุลต่านองค์แรกของสิงคโปร์ ที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่ของดั้งเดิม แต่ถูกบูรณะเมื่อปี 1932 หลังจากถูกปล่อยให้ทรุดโทรมเป็นเวลานาน (อ้างอิง)
จุดถ่ายรูปที่คนนิยมไปถ่ายให้เห็นโค้งซุ้มประตูและมีมัสยิดเป็นพื้นหลัง (รูปด้านบน) จะถ่ายจากหน้า Spice Garden
แถว ๆ นั้นก็จะมีที่เที่ยวอีกที่คือ Haji Ln มีร้านค้าเล็ก ๆ เยอะมากกกก ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าแนวแฮนด์เมด แฟชัน เสื้อผ้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ให้อารมณ์คล้าย ๆ จตุจักรบ้านเรา ตามข้างตึกก็จะมีกราฟิตี้ให้ถ่ายรูปกันอีกด้วย
ตัวมัสยิดเปิดทุกวัน
วันเสาร์ – วันพฤหัสเปิดวันละ 2 ช่วงเวลาคือ 10:00 – 12:00 และ 14:00 – 16:00
วันศุกร์เปิด 14:30 – 16:00
แต่ถ้าจะมาถ่ายรูปบริเวณรอบ ๆ สามารถมาได้ตลอดทุกวันเลยครับ
? การเดินทาง มาลง MRT สถานี Bugis ออกมาทางตึก Duo (ตึกรังผึ้ง) แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาทีก็ถึงแล้วครับ
? พิกัด

ล่องเรือแม่น้ำสิงคโปร์ ชิลล์ ๆ ชมบรรยากาศเมืองสิงคโปร์
เขาจะปล่อยเรือจากท่าเรือ Clarke Quay ทุก ๆ ต้นชั่วโมง ชั่วโมงละ 1 รอบ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที เราเลือกนั่งเรือรอบ 19:00 ครับ ตอนเริ่มฟ้ากำลังจะมืดกำลังสวย ตึกริมแม่น้ำกำลังเปิดไฟพอดี ได้รูปของตึกที่เปิดไฟกับฟ้าที่ยังไม่มืด
เท่าที่ดูในเว็บตั๋วรอบนี้ค่อนข้างจะเต็มเร็ว แต่วันที่เราไปก็ยังมีคนมาซื้อหน้างานเลยก็ยังมี แต่ถ้าอยากให้ชัวร์ก็จองมาจากในเว็บแล้วเอามาแลกตั๋วที่ท่าเรืออีกทีก็ได้ครับ
ถ้าไม่ได้มีแผนไปไหนต่อ แนะนำว่าพอได้ตั๋วแล้วก็มาตั้งแถวรอขึ้นเรือได้เลยครับ จะได้เลือกไปนั่งที่ท้ายเรือไม่มีหลังคาได้เห็นวิวกว้าง ๆ
เมื่อเรือออกจากท่าเขาจะพาเราย้อนเข้าไปก่อนนิดหน่อยแล้วค่อยพาออกไป Marina Bay ไปถึงแถว ๆ Marina Barrage แล้วก็ย้อนกลับมาที่เดิม ซึ่งจะผ่านแลนด์มาร์กหลายจุด ได้แก่ เมอไลออน, ตึกทุเรียน Esplanade, Art Science Museum, Helix Bridge, Cloud Forest และ Flower Dome, Singapore Flyer, Marina Barrage และ ตึกต่าง ๆ
โชคดีที่ตอนที่ไปไม่เจอฝนเลย อากาศดี ชิลล์มาก
เปิดทุกวัน(จะมีหยุดวันชาติสิงคโปร์ 9 พ.ย.)
วันจันทร์ – พฤหัส 13:00 – 22:00
วันศุกร์ – อาทิตย์ และ วันหยุดราชการ 10:00 – 22:00
? ค่าตั๋ว ผู้ใหญ่ 25 SGD เด็ก 15 SGD ส่วนเราจองผ่าน Klook ค่าตั๋ว 600 บาท
? ถ้าเดินทางด้วย MRT สายสีม่วงให้ลง MRT สถานี Clarke Quay แล้วเดินข้ามสะพาน Coleman เลี้ยวซ้าย เดินเลาะริมแม่น้ำมานิดนึงก็เจอ หรือถ้าเดินทางด้วย MRT สายสีน้ำเงินก็ลง MRT สถานี Fort Canning แล้วเดินมานิดนึง ก็ได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าก่อนหน้านั้นผู้อ่านเดินทางมาจาก MRT สายไหน
? พิกัด
นี่เป็นการไปรอบที่ 2 ของผมครับ สำหรับรอบแรกก็อ่านได้ที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 3
สำหรับรอบนี้ก็เล่นเครื่องเล่นคล้าย ๆ รอบแรก แต่ก็จะมีเพิ่ม Puss In Boots’ Giant Journey, Shrek 4-D Adventure และ Sesame Street Spaghetti Space Chase
สำหรับเครื่องเล่นที่เคยรีวิวแล้วจะขอข้ามนะครับ
Puss In Boots’ Giant Journey เป็นรถไฟเหาะเล็ก ๆ น่ารัก ๆ มีหวาดเสียวเล็กน้อยเป็นบางจุด เหมาะสำหรับเด็ก ๆ และผู้เริ่มเล่นรถไฟเหาะ
Shrek 4-D Adventure เป็นการดูหนังสั้นแบบ 4-D ซึ่งก่อนที่จะเข้าโรงก็มีเนื้อเรื่องเกริ่นให้ดูเล็กน้อย สนุก เพลิน ๆ
Sesame Street Spaghetti Space Chase เป็นรถราง น่ารักมากกกกก เหมาะกับพาเด็ก ๆ เข้าไปดู ซึ่งเป็นเครื่องเล่นที่รอคิวนานสุดประมาณ 20 นาทีได้ (นานกว่าเครื่องเล่นฮิต ๆ อีก)
สำหรับวันที่เราไปเป็นวันอาทิตย์แต่คนก็ไม่ได้เยอะมากแต่ละเครื่องต่อแถวรอคิวไม่เกิน 15 นาที บางเครื่องเล่นไปถึงก็ได้เล่นเลย โดยเฉพาะเครื่องเล่นยอดนิยมอย่าง TRANSFORMERS The Ride: The Ultimate 3D Battle หรือ Battlestar Galactica: HUMAN vs. CYLON ก็ยังไม่ต้องต่อแถวนานเลย คิดถูกจริง ๆ ที่ไม่ได้ซื้อตั๋ว Express เพิ่ม
เปิดทุกวัน 11:00-20:00
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Harbourfront จากนั้นขึ้น Sentosa Express ที่ชั้น 3 ของห้าง VivoCity ปกติค่าตั๋ว 4 SGD แต่ช่วงที่เราไปเขาให้ขึ้นฟรีครับ (ฟรี ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2565 (อ้างอิง)) สามารถใช้บัตร EZ Link แตะเข้าไปได้เลย ไม่งั้นก็เดิน Sentosa Boradwalk ชิลล์ ๆ 670 เมตร แต่เสียค่าเข้าเกาะ 1 SGD ก็ได้ครับ
? ค่าตั๋ว ผู้ใหญ่ 68 SGD เด็ก 58 SGD ส่วนเราซื้อผ่าน Klook ราคา 1,510.45 บาท สามารถเอาบาร์โค้ดที่ได้ สแกนเข้าประตูได้เลย ไม่ต้องไปแลกตั๋วอีก
? พิกัด

เคยรีวิวไปแล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 3 ตามไปอ่านกันได้ครับ
แต่ครั้งนี้รู้สึกได้ว่าปลาน้อยลงกว่าครั้งที่แล้ว โดยเฉพาะตู้ใหญ่ Open Ocean ดูเบาบางลงไปเยอะเลย
นักท่องเที่ยวไม่เยอะเท่าไหร่ แต่เด็ก ๆ เยอะมากกก โดยเฉพาะหน้าตู้ Open Ocean เด็ก ๆ วิ่งเล่นกรี๊ดกร๊าดกันสนุกมากกก
เปิดทุกวัน 9:00-17:00
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Harbourfront จากนั้นขึ้น Sentosa Express ที่ชั้น 3 ของห้าง VivoCity ปกติค่าตั๋ว 4 SGD แต่ช่วงที่เราไปเขาให้ขึ้นฟรีครับ (ฟรี ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2565 (อ้างอิง)) สามารถใช้บัตร EZ Link แตะเข้าไปได้เลย ไม่งั้นก็เดิน Sentosa Boradwalk ชิลล์ ๆ 670 เมตร แต่เสียค่าเข้าเกาะ 1 SGD ก็ได้ครับ
? ค่าตั๋ว ผู้ใหญ่ 41 SGD เด็ก 30 SGD ส่วนเราซื้อผ่าน Klook ราคา 544.55 บาท สามารถเอาบาร์โค้ดที่ได้ สแกนเข้าประตูได้เลย ไม่ต้องไปแลกตั๋วอีกเช่นเคย
? พิกัด
สำหรับอุโมงค์ต้นไม้นี้เคยรีวิวไปแล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 3
ไปครั้งนี้ก็เจอฝนเหมือนเดิม ฝนตกหนักตั้งแต่เช้าจนแผนเลื่อนเลยทีเดียว
ขอรีวิวเพิ่มเติมคือ ตรงนี้ร้อนมากกกกกเนื่องจากเป็นพื้นที่อับลม แต่เดินออกมาที่ทางเดินข้าง ๆ นิดหน่อยก็เจอลมเย็นสบายแล้ว
เพิ่มอีกนิดคือ ครั้งนี้มีโอกาสได้เดินรอบสวนไม่ใช่แค่ถ่ายรูปตรงอุโมงค์ต้นไม้ รู้สึกว่าข้างในน่าเดินดีนะครับ เหมือนเขาจะมีจัดโซนให้ความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ต่าง ๆ ด้วย แถมมีพวกโบราณสถาน โบราณวัตถุที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์อยู่ด้วย (บริเวณนี้เคยเป็นวังเก่า และเคยใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (อ้างอิง))แต่เวลาไม่ค่อยอำนวยเลยอดเข้าไปดู
เข้าชมได้ทุกวัน ตลอดเวลา
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Dhoby Ghaut เดินข้ามถนน Penang เดินเลาะตึก 9 Penang Road แล้วข้ามถนน Fort Canning เดินต่ออีกนิดหน่อยก็เจอแล้วครับ
? พิกัด


ตึกหน้าต่างสีรุ้งที่อยู่สี่แยกของถนน River Valley ตัดกับถนนสะพานใหม่ เอ๊ย !!! New Bridge
ตึกนี้สร้างตั้งแต่ปี 1934 แต่เดิมเป็นสถานีตำรวจก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็นที่ทำการกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศ
ที่นี่สามารถถ่ายรูปได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แนะนำให้ถ่ายจากทางถนน New Bridge เพราะทางถนน River Valley จะติดรั้วกั้นที่เกาะกลาง
อยากให้มาถ่ายกันเช้า ๆ หน่อย ถ้ามาสายแดดเข้าตึกเต็ม ๆ แสงจะค่อนข้างแข็ง และรถเยอะมาก (รูปด้านบนซ้ายถ่ายประมาณ 9:30)
และใครที่คิดจะเดินข้ามไปข้ามมาถ่ายรูปจากเกาะกลาง อันนี้ไม่แนะนำนะครับ ได้รูปสวยจริง แต่อันตรายมาก เสี่ยงโดนตำรวจจับด้วย
เข้าชมได้ทุกวัน ตลอดเวลา
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Clarke Quay เดินข้ามสะพาน Coleman มาก็เจอเลย
? พิกัด
นิทรรศการสื่อผสมนี้เคยรีวิวแล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 2
ช่วงที่ไปนิทรรศการกำลังรีโนเวท 2 โซนคือโซน Sanctuary (โซนที่มีการฉายแสงสวย ๆ ลงบนผนัง) และ โซน Park ปิดให้บริการถึงวันที่ 26 พ.ย. (อ้างอิง)
สำหรับโซนที่เหลือให้เข้าชมชื่อว่า City in A Garden
เริ่มแรกเข้าไปจะเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าใหญ่ ๆ มีงานแสดงอยู่ 6 งาน ทั้งงานศิลปะในจอ, งานศิลปะฉายแสงลงบนพื้นและผนัง และงานศิลปะ Interactive ขนาดใหญ่
ไฮไลท์ของห้องนี้ก็น่าจะงานเป็นศิลปะน้ำตกขนาดใหญ่และดอกไม้ที่ร่วงโรย ที่สายน้ำจะไหลหลบตำแหน่งที่เรายืนอยู่
ห้องถัดมา จะเจอจอหลาย ๆ จอกำลังแสดงงานศิลปะคล้าย ๆ คลื่นน้ำ พร้อมกับมีตัวเลขเวลานับไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันคือเวลาของอะไร อยากให้ไปชมกันเอง
เมื่อเดินมาอีกห้อง จะเจอสไลเดอร์ที่เมื่อลื่นลงมาผ่านรูปผลไม้ที่ฉายอยู่บนสไลเดอร์แล้วมันจะแตกออกและเด้งไปมา เด็ก ๆ เล่นกันเต็มเลย
ใกล้ ๆ กันนั้นก็จะมีห้อง Inverted Globe เรียกว่าเป็นงานศิลปะให้เราสามารถออกแบบโลกในจินตนาการโดยการเอาบล็อกต่าง ๆ ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ ย้ายไปบริเวณต่าง ๆ ในห้อง แล้วมันจะฉายภาพการเชื่อมโยงบล็อกประเภทเดียวกัน พร้อมกับมีอะไรเคลื่อนไหวระหว่างเส้นทางที่เชื่อมกันด้วย พร้อมกับมีจอให้ดูโลกจำลองของเราที่กลางห้อง
ถัดจากสไลเดอร์มานิดนึงก็เจอห้องที่มี A Table Where Little People Live อันนี้ก็คล้าย ๆ กับ Inverted Globe แต่คราวนี้มาเล่นกันบนโต๊ะแทน เหล่าตัวละครน้อย ๆ ที่ฉายอยู่บนโต๊ะจะโต้ตอบกับของที่เราเอาไปวางหรือมือที่เราเอาไปจิ้ม น่ารักดี
หลังโต๊ะเมื่อกี้ก็มีจอให้เราเล่น Sketch Piston เป็นจอสัมผัสที่เราสามารถวาดรูป หรือเอา Object ที่เขาจัดเตรียมไว้ไม่ว่าจะเป็น รูปหัวใจ, วัว, ลูกโป่ง ไปละเลง ๆ แล้วมันก็จะผุดออกมารัว ๆ พร้อมกับเสียงเพลง เพลินดี
ออกจากห้องนี้ก็จะเจอกับ Sketch Aquarium ที่ให้เราสร้างสรรค์สัตว์ทะเล ไม่ว่าจะเป็น ม้าน้ำ, หมึก, เต่า หรือ ฉลาม ผ่านการละเลงสีเทียนบนกระดาษที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ เสร็จแล้วก็นำไปสแกนที่เครื่องจากนั้นสัตว์น้ำของเราก็จะมาโผล่บนจอให้เราวิ่งไล่จับได้ แต่จับไม่ได้สักทีพอเข้าใกล้มันเด้งหนีตลอด
ที่หลังโต๊ะระบายสีมีบล็อกที่เคยเป็น Media Block Chair วางเรียงกันอยู่ที่ผนัง แต่เขาไม่อนุญาตให้เอาออกมาเล่น อดเลย
ส่วนโซน Crystal Universe ที่เป็นห้องที่มีหลอดไฟ LED เยอะ ๆ นั้นหาทางเข้าไม่เจอ อดไป (มารู้ทีหลังว่าไม่ได้ปิด แต่ตอนนั้นคิดว่ามีแค่โซนที่เขียนบรรยายมาข้างบน)
เปิดทุกวัน 10:00 – 19:00
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Bayfront เดินทะลุห้าง The Shoppes at Marina Bay Sands ตามป้ายมาเรื่อย ๆ ไม่มีหลงแน่นอนครับ
? ตั๋วผู้ใหญ่ราคา 23 SGD ส่วนเด็กราคา 18 SGD
ถ้าเป็นสมาชิกของ Sand Reward ตั๋วผู้ใหญ่ราคา 16.10 SGD ส่วนเด็กราคา 12.60 SGD
(เนื่องจากตอนที่ไปมีนิทรรศการบางส่วนปิดปรับปรุงเลยทำให้ค่าตั๋วลดลง ผู้ใหญ่จากปกติ(ก่อนปรับมาราคาปัจจุบัน) 17 SGD เหลือ 15 SGD และเด็ก 10 SGD เท่าเดิม แต่ถ้าเป็นสมาชิกของ Sand Reward จะลดลงเหลือ 10.50 SGD และ 7 SGD ส่วนการสมัครสมาชิก เคยเขียนไว้ในโพสท์รีวิวครั้งที่แล้วแล้ว ขอแนะนำว่า ให้ไปสมัครสมาชิก Sand Reward แล้วไปซื้อตั๋วหน้างานดีกว่าซื้อผ่านเว็บขายตั๋วอย่าง Klook หรือ KKday นะครับ เพราะในเว็บราคา 482 บาท (ราคา ณ วันที่ไป) ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่ลดเนื่องจากปิดปรับปรุงบางส่วน)
? พิกัด

หนึ่งในจุดเช็คอินใหม่ ณ Gardens by the Bay ของชาวไทย ถัดจาก Fort Canning Park Tree Tunnel
ความดีงามของมุมนี้คือ ฉากหน้าเป็นก้อนหินกลางสระบัวและมีฉากหลังเป็น Supertree Grove และตึก Marina Bay Sand
ถ้าเสิร์ชใน Google Maps จะได้พิกัดกลางสระ ต้องเดินวนไปหาจุดที่ถ่ายเหมาะกับการถ่ายรูปอีกที แต่ไม่เป็นไร ผมได้แนบพิกัดจุดดังกล่าวไว้ให้ข้างล่างแล้ว
การที่จะลงไปถ่ายรูปที่ตรงจุดนี้ต้องลุยน้ำนิดหน่อย มีคนเอาหินวางไว้เป็นทางให้เดินไปอยู่ครับไม่ลื่น แต่ถ้าใครมั่นใจก็กระโดดข้ามไปเลยครับแต่ระวังกระโดดไม่พ้นนะครับ
เปิดทุกวัน 05:00 – 02:00
? การเดินทาง นั่งรถเมล์สาย 400 มาลงป้าย Gdns by the Bay เดินเข้ามาข้างในประมาณ 350 เมตร
? ล่าสุดสามารถ ลง MRT สถานี Gardens by the Bay ที่เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 แล้วเดินเข้ามาข้างในประมาณ 650 เมตร
? พิกัด

เรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีอดีตน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลกที่สูง 30 เมตร
เข้าไปก็จะเจอ Cloud Mountain ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด และสูงมาก
น้ำตกแรงมาก อยู่ใกล้ ๆ ไม่ได้เลย น้ำกระเด็นใส่ตลอด
เขาจะให้เราขึ้นลิฟท์ไปเริ่มเดินจากข้างบนลงมาเรื่อย ๆ ซึ่งแต่ละชั้นก็จะมีธีมของต้นไม้และการตกแต่งต่าง ๆ กันไป บางชั้นก็จะมี Skywalk ให้เราออกไปเดินชมต้นไม้รอบ ๆ ภูเขา บอกเลยว่าไม่เหมาะกับคนกลัวความสูงอย่างยิ่ง
ที่นี่จะมีการเปิดหมอกเป็นรอบ ๆ ทุก 2 ชั่วโมงตามนี้ครับ 10:00, 12:00, 14:00, 16:00, 18:00 และ 20:00
ตอนที่มีหมอก ให้บรรยากาศอีกแบบ เหมือนอยู่กลางป่าตอนเช้า ๆ สดชื่นมากกกก
ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2565 – 31 มี.ค. 2566 ที่นี่จะจัดสวนในธีมจากหนังเรื่อง Avatar ด้วยแหละ (อ้างอิง) วันที่เราไปก็เห็นเขาเตรียมงาน มีของบางอย่างมาตั้งโชว์แล้วแต่พวกไฮไลท์เด็ด ๆ ยังไม่เอาออกมาโชว์ครับ
เปิดทุกวัน 9:00 ถึง 21:00 ขายตั๋วถึงแค่ 20:00 แต่ละส่วนใน Garden by the Bay จะมีวันปิดปรับปรุงแตกต่างกันไป ตรวจสอบได้ที่นี่
? การเดินทาง นั่งรถเมล์สาย 400 มาลงป้าย Gdns by the Bay เดินเข้ามาข้างในประมาณ 500 เมตร
? ล่าสุดสามารถ ลง MRT สถานี Gardens by the Bay ที่เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 แล้วเดินเข้ามาข้างในประมาณ 700 เมตร
? ซื้อตั๋วทีเดียวเข้าได้ทั้ง Cloud Forest และ Flower Dome ผู้ใหญ่ 28 SGD เด็ก 15 SGD (อ้างอิง) (ผมซื้อผ่าน Klook ราคา 764 บาท) แต่ช่วงที่ Cloud Forest จัดธีม Avatar ตั๋วจะเป็นอีกราคา คือ ผู้ใหญ่ 53 SGD เด็ก 45 SGD (อ้างอิง) ใน Klook ก็มีให้จองล่วงหน้าแล้วเหมือนกัน ผู้ใหญ่ 1,406 บาท เด็ก 1,061 บาท
? พิกัด

อยู่ตรงข้ามกับ Cloud Forest มีขนาดใหญ่เท่าสระว่ายน้ำ 75 สระ
ที่นี่เน้นโชว์ไม้ดอกเป็นหลักตามชื่อ มีตั้งแต่ไม้ดอกเมืองหนาว ไปยันไม้ทะเลทราย ให้ฟีลคล้าย ๆ สวนนงนุชบ้านเรา
ใครชอบดอกไม้ไม่น่าพลาดที่นี่ แต่สำหรับผมไม่ค่อยชอบการจัดสวนของเขาเท่าไหร่ เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาได้แต่เดินผ่าน ๆ
ชื่นชมคนดูแลทั้ง 2 โดมนี้เลย ต้นไม้ส่วนใหญ่สภาพดีมีแห้งตายน้อยมากกกก
เปิดทุกวัน 9:00 ถึง 21:00 ขายตั๋วถึงแค่ 20:00 แต่ละส่วนใน Garden by the Bay จะมีวันปิดปรับปรุงแตกต่างกันไป ตรวจสอบได้ที่นี่
? การเดินทาง นั่งรถเมล์สาย 400 มาลงป้าย Gdns by the Bay เดินเข้ามาข้างในประมาณ 500 เมตร
? ล่าสุดสามารถ ลง MRT สถานี Gardens by the Bay ที่เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 แล้วเดินเข้ามาข้างในประมาณ 700 เมตร
? ซื้อตั๋วทีเดียวเข้าได้ทั้ง Cloud Forest และ Flower Dome ผู้ใหญ่ 28 SGD เด็ก 15 SGD (อ้างอิง) (ผมซื้อผ่าน Klook ราคา 764 บาท) แต่ช่วงที่ Cloud Forest จัดธีม Avatar ตั๋วจะเป็นอีกราคา คือ ผู้ใหญ่ 53 SGD เด็ก 45 SGD (อ้างอิง) ใน Klook ก็มีให้จองล่วงหน้าแล้วเหมือนกัน ผู้ใหญ่ 1,406 บาท เด็ก 1,061 บาท
สวนสาธารณะบนสันเขื่อนนี้เคยรีวิวแล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 1
ครั้งนี้คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ อาจจะเพราะเป็นเย็นวันจันทร์ด้วย
ที่สำคัญลมแรงมากกกก อากาศดีสุด ๆ
รอบนี้ฟ้ามืดลงนิดหน่อยก็ลงแล้วไม่ได้รอดู Garden Rhapsody เหมือนรอบที่แล้ว
ตอนจะกลับเห็นฝูงตัวนากวิ่งขึ้นฝั่งจากที่ไกล ๆ แต่คนที่วิ่งผ่านแถวนั้นก็ไม่มีใครตกใจ ส่วนฝูงตัวนากก็วิ่งกันปกติ เหมือนเป็นเรื่องปกติของแถวนี้แล้ว
ใครอยากวิ่ง หรือปั่นจักรยานออกกำลังกาย แนะนำที่นี่เลยครับ
เปิดตลอดเวลา (? พิกัด)
? การเดินทาง นั่งรถเมล์สาย 400 มาลงป้าย Marina Barrage เดินต่ออีกประมาณ 300 เมตรก็ถึงสวนข้างบน
? ล่าสุดสามารถ ลง MRT สถานี Gardens by the Bay ที่เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 แล้วเดินต่ออีกประมาณ 500 เมตร
? พิกัด

ต้นไม้แสงนี้เคยรีวิวแล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 1 เหมือนเคย
แต่รอบนี้การแสดง Garden Rhapsody เป็นการแสดงชื่อ Retro Fever เป็นธีมเพลงเก่ายุค 70 สนุกมาก เห็นนักท่องเที่ยวแถวนั้นลุกขึ้นมาเต้นเลยทีเดียว
คนไม่เยอะเท่าไหร่ แต่บริเวณหน้าต้นไม้หลัก (3 ต้นที่มีทางเดิน Skywalk ข้างบน กับ 1 ต้นตรงกลาง) มีคนพอสมควร
ครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจมาดูการแสดงหรอก จะเดินมากิน Shake Shack (เดี๋ยวมีรีวิวในพาร์ตของกิน) แต่ได้ยินเสียงเพลง เลยเดินไปดูซะหน่อย
เปิดทุกวัน 05:00 – 02:00 (อ้างอิง) แต่สำหรับการแสดง Garden Rhapsody ที่ Supertree Grove ก็มีทุกวัน วันละ 2 รอบ คือ 19:45 และ 20:45 เหมือนเดิม ส่วนวันที่ผู้อ่านจะไปเที่ยวจะเป็นการแสดงชุดอะไรนั้น ตรวจสอบได้ที่นี่เลย
? การเดินทาง นั่งรถเมล์สาย 400 มาลงป้าย Marina Barrage เดินเข้ามาข้างในอีกประมาณ 700 เมตร
? ล่าสุดสามารถ ลง MRT สถานี Gardens by the Bay ที่เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 แล้วเดินต่ออีกประมาณ 750 เมตร
? พิกัด


Merlion เคยรีวิวแล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 2
ครั้งที่แล้วไปตอนกลางคืน แต่ครั้งนี้ไปช่วงสาย ๆ ให้บรรยากาศต่างไปอีกแบบ
ตามแผนคือจะไปถึงนั่นก่อน 8:00 แต่วันนั้นฝนตกหนักแต่เช้า กว่าจะถึงก็ 9:30
ตอนไปถึงคนยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ก็ถ่ายรูปมุมที่ต้องการลำบากพอสมควร
ยิ่งสาย คนยิ่งเยอะ ทัวร์ยิ่งลง
ช่วงที่นั่งเรือผ่านตอนกลางคืน มีการฉายแสง สีต่าง ๆ ลงบนตัว Merlion ด้วย ได้เห็น Merlion ในลุคที่แปลกดี
เข้าชมได้ทุกวันทุกเวลา
? การเดินทาง ไปลง MRT สถานี Raffles Place เดินต่ออีกประมาณ 450 เมตร
? พิกัด
จริง ๆ ที่นี่เป็นอาคารสำนักงานแต่มีสวน Green Oasis อยู่ชั้น 17 – 20 และ Sky Garden อยู่ที่ดาดฟ้าชั้น 51 ให้เข้าชม
เมื่อไปถึงหน้าตึกก็จะงง ๆ หน่อยแต่ไม่ต้องกลัวไป เดินไปที่ล็อบบี้และขึ้นลิฟท์ไปเลย เขามีป้ายบอกอยู่ว่าต้องขึ้นลิฟต์ตัวไหน
เปิดให้เข้าชม จันทร์-ศุกร์ 8:30 ถึง 10:30 และ 14:30 ถึง 18:00 ยกเว้นวันหยุดราชการ (อ้างอิง)
แต่…เรามัวกินข้าวเช้ากันอยู่เลยไปช้าเกินไป เลยช่วงเวลาที่เขาให้ขึ้นชมแล้ว ดังนั้น อดจ้า
? การเดินทาง จาก MRT สถานี Raffles Place เดินประมาณ 300 เมตร
? พิกัด

ที่นี่เป็นอาคารสำนักงาน+คอนโด+ศูนย์การค้า จุดมุ่งหมายของการไปที่นี่คือสวนที่อยู่กลางตึก
ตอนเดินถึงตึกก็งง ๆ ไอ้สวนที่ดูมามันอยู่ไหนหว่าป้ายก็ไม่มี มันต้องขึ้นลิฟท์ไปเหมือนที่ CapitaSpring อีกรึเปล่า เลยไปถามพี่ยามที่อยู่แถวนั้น เอารูปให้ดู ยามก็บอกว่า เดินตรงไปนี่ก็ถึงเลย
พอเดินผ่านมุมตึกก็…โอ้โห สถาปัตยกรรมของที่นี่สวยมากกกก ลงตัวมาก มีความทันสมัยและเป็นธรรมชาติ
ที่นี่เปิดให้เข้าได้ตลอดเวลา (น่าจะนะครับ เพราะหาข้อมูลไม่เจอ ใครทราบกรุณาบอกที)
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Marina Bay เดินผ่านสนามหญ้า ข้ามถนนมาก็เจอเลย
? พิกัด
จะเรียกว่าเป็นแกลลอรี่งานศิลปะที่ขายอาหารก็ว่าได้ โดย 2 ชั้นล่างเป็นร้านเบอร์เกอร์แต่ชั้นดาดฟ้าเป็นบาร์
แต่จุดประสงค์ของการมาที่นี่คือมาถ่ายรูปที่หน้าตึกเท่านั้น เลยไม่ได้ชิมว่าเบอร์เกอร์ของที่นี่อร่อยสมคำล่ำลือหรือไม่
ที่นี่สามารถมาถ่ายรูปได้ทั้งกลางวันและกลางคืนซึ่งจะได้อารมณ์ที่แตกต่างกัน แต่ด้วยความว่ามันอยู่กลางสามแยก ก็ระวัง ๆ รถกันหน่อยนะครับ รถค่อนข้างเยอะพอสมควรเลย
ทริปนี้มาแวะถ่ายรูปที่นี่บ่อยมากแทบทุกเช้าเย็น เพราะมาทีไรไม่ค่อยมีช่วงเวลาเหมาะ ๆ ให้ถ่ายสักทีไม่รถเยอะก็คนเยอะ แต่ไม่เป็นไรเดินจากที่พักไม่ถึง 100 เมตร
ตัวร้านอาหารเปิดทุกวัน 12:00 – 00:00 แต่สามารถถ่ายรูปหน้าตึกได้ตลอดเวลาครับ
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Outram Park เดินต่ออีกประมาณ 450 เมตร
? พิกัด


ร้าน Bak Kut Teh ชื่อดังของสิงคโปร์ เคยรีวิวไว้แล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 4 แต่คราวนี้ไปกินที่สาขา Jewel Changi Airport ก็คล้าย ๆ กับสาขา Chinatown Point แต่ที่นี่ไม่มีก็อกน้ำชาประจำโต๊ะให้ คราวนี้กิน Bak Kut Teh และ Braised Pork Belly เหมือนเดิมเพิ่มเติมผัดผักกวางตุ้ง รวมค่าเสียหาย 27.2 SGD
Bak Kut Teh ซี่โครงหมูตุ๋นยาจีนที่มาพร้อมกับชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากแถว ๆ แหลมมลายู ชื่อเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน แต่ละคำมีความหมายดังนี้ Bak = เนื้อหมู , Kut = กระดูก, Teh = น้ำชา แปลรวม ๆ คือ กระดูกหมูที่กินคู่กับน้ำชา (อ้างอิง) ซึ่งเอกลักษณ์ของ Bak Kut Teh ร้านนี้คือน้ำซุปที่หอมกลิ่นพริกไทยและร้อนมาก กับกระดูกหมูที่เปื่อยยุ่ยไม่ติดกระดูก รสชาติจะออกเค็ม ๆ กลม ๆ และเผ็ดร้อนพริกไทย แต่แอบสาบหมูหน่อย ๆ
Braised Pork Belly หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว ติดใจจากที่กินครั้งที่แล้ว เนื้อนุ่ม เค็ม ๆ กินกับข้าวสวยร้อน ๆ ดีงามมาก
ผัดผักกวางตุ้ง ก็ผัดผักธรรมดาทั่วไป แต่ผักไม่ขม ไม่เหม็นเลย
โดยรวมอร่อย กลมกล่อมเหมือนเดิม
เดี๋ยวนี้เขาจะให้เราสแกน QR Code เพื่อเข้าเว็บเพื่อดูเมนู และเราสามารถสั่งอาหารได้จากในเว็บนี้เลย
ณ วันที่เขียนบล็อกนี้ ที่สิงคโปร์มี 13 สาขา และที่ไทยมี 4 สาขา (อ้างอิง)
เปิดทุกวัน 11:30 – 21.30
? การเดินทาง จาก MRT สถานี Changi Airport เดินตามป้ายบอกทางไป Jewel Changi Airport ใน Terminal 3 ไปเรื่อย ๆ จนถึง Jewel Changi Airport ก็ลงลิฟท์หรือบันใดเลื่อนมาชั้นใต้ดิน 2B อยู่ใกล้ ๆ กับน้ำตกกลางห้าง
? พิกัด


ร้านหมูแผ่นที่(เขาว่า)ดังที่สุดในหมู่คนสิงคโปร์ เปิดตั้งแต่ปี 1938 วันนั้นเราลองซื้อ Signature Sliced Pork ขนาด 300g (เป็นขนาดที่เล็กที่สุดที่จะเอามาลองชิม) ราคา 18.60SGD มาลอง
หมูนุ่มมาก(มีแข็งบ้างเป็นบางจุด) หอมกลิ่นรมควัน รสชาติเค็มหวานกำลังดี
นอกจากนี้ที่ร้านยังมีสินค้าอีกหลายอย่าง เช่น ปลาแผ่น, กุ้งแผ่น, เนื้อแผ่น ไก่แผ่น หรือหมูหยอง
ร้านนี้มีแค่ 4 สาขา (อ้างอิง) เราซื้อที่สาขา Jewel Changi Airport
เปิดทุกวัน 10:00 – 22:00
? การเดินทาง จาก MRT สถานี Changi Airport เดินตามป้ายบอกทางไป Jewel Changi Airport ใน Terminal 3 ไปเรื่อย ๆ จนถึง Jewel Changi Airport ก็ลงลิฟท์หรือบันใดเลื่อนมาชั้นใต้ดิน 2B อยู่ใกล้ ๆ กับน้ำตกกลางห้าง
? พิกัด


ร้านหมูแผ่นดังอีกร้าน เคยรีวิวแล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 4 ร้านนี้มีหลายสาขามาก แม้แต่ที่ไทยก็มี (อ้างอิง) แต่เราต้องการเปรียบเทียบหมูแผ่นจาก 2 ร้านแบบคำต่อคำก่อนที่จะซื้อฝากคนที่ไทย
ครั้งนี้ซื้อ Mini EZ Pork ขนาด 300g ราคา 22.80 SGD มาลอง เป็นหมูแผ่นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำบรรจุถุงสุญญากาศ (เป็นแพ็คเกจที่ใช้พลาสติกสิ้นเปลืองมาก)
ความรู้สึกหลังจากที่กินผมรู้สึกว่าหมูค่อนข้างแข็ง กลิ่นก็ไม่ค่อยหอม รสชาติจาง ๆ ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นแผ่นใหญ่ ๆ เหมือนที่ซื้อที่ Lim Chee Guan จะแข็งแบบนี้มั้ย แต่ขนาดของ Mini EZ นี่เหมาะกับการเป็นของฝากจริง ๆ
ครั้งนี้เราซื้อที่สาขา ริมถนนสะพานใหม่ เอ๊ย New Bridge Road (ยังจะเล่นอีก)
เปิดทุกวัน 09:00 – 22:00
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Chinatown เดินต่อประมาณ 150 เมตร
? พิกัด


ร้านเครปเค้กชื่อดังจากนิวยอร์ก ปัจจุบันมี 5 สาขาที่สิงคโปร์ (อ้างอิง) แต่เรากินที่สาขาที่เปิดล่าสุด นั่นคือสาขา Jewel Changi Airport ครับ
วันนั้นเรากินไป 2 ชิ้นคือ Signature Mille Crepes และ Pistachio Mille Crepes
Signature Mille Crepes เคร้ปเย็น แป้งบางนุ่ม หวานกำลังดี ไม่มากเกินไป
Pistachio Mille Crepes คล้าย ๆ ตัว Signature แต่จะมีความหอมและความมันของพิสทาชิโอเพิ่มเข้ามา
โดยรวมเราชอบเคร้ปเค้กร้านนี้ครับ มันไม่หวานและไม่เลี่ยนมาก กินได้เพลิน ๆ (แต่ท้าย ๆ ก็แอบเลี่ยนนิดนึง)
ใครชอบกินขนมแบบไม่หวานต้องไปลอง แต่ราคาแอบแรงนิดหน่อย 2 ชิ้นรวมกัน 29.43 SGD และร้านนี้ไม่รับเงินสดนะครับ
เปิดทุกวัน 10:00 – 22:00
? การเดินทาง จาก MRT สถานี Changi Airport เดินตามป้ายบอกทางไป Jewel Changi Airport ใน Terminal 3 ไปเรื่อย ๆ จนถึง Jewel Changi Airport ร้านอยู่ชั้น 2
? พิกัด


ร้านไอศครีมเจลาโตและซอร์เบต์ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้, ดอกไม้, สมุนไพร หรือแม้กระทั่งเครื่องเทศ
ที่ร้านมีไอศครีมหลายรสชาติให้เลือกเยอะมาก ๆ เราเลือกรส Pandan (เตยหอม) กับ Sea Salted Hojicha ใส่โคน ราคา 9 SGD (รูปซ้าย) อีกโคนเป็นรส Pistachio กับ Midnight Gianduja ราคา 11 SGD (รูปขวา) (โคน 2 สกู๊ปตกประมาณ 8-10 SGD แล้วแต่รสชาติของไอศครีมที่เลือก)
รส Pandan หอมกลิ่นใบเตย ไม่หวานมาก แต่สงสัยว่าทำไมมันเป็นสีขาวไม่ใช่สีเขียวเหมือนไอสครีมรสใบเตยส่วนใหญ่ที่ไทย
รส Sea Salted Hojicha หอมกลิ่นโฮจิฉะออกเค็มปะแล่ม ๆ อร่อยลงตัวดีครับ
รส Pistachio กลิ่นพิสทาชิโอมาเต็ม หวาน ๆ มัน ๆ
สุดท้าย รส Midnight Gianduja มันคือช็อกโกแลตผสมฮาเซลนัทบดละเอียดแบบเข้มข้น (ถ้าพูดให้เห็นภาพ Nutella ผสมฮาเซลนัทบดละเอียด 13% ส่วน Gianduja ผสมฮาเซลนัทบดละเอียด 30% ขึ้นไป ) หวาน มัน เข้มข้น สะใจคนชอบ Nutella มาก
ตัวโคนกรอบกำลังดี ไม่แข็งมากเกินไป
จริง ๆ ร้านนี้มีสาขาที่ Jewel Changi Airport ด้วย แต่ตอนที่ผ่านนั้นยังไม่อยากกินเท่าไหร่ เลยมากินที่สาขา Craig ใกล้ ๆ ที่พัก
ตอนนี้ร้านนี้มี 4 สาขา วัน-เวลา เปิดปิดแตกต่างกัน ดูได้ที่นี่
สาขา Craig เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ 12:00 – 22:00
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Outram Park เดินต่ออีกประมาณ 600 เมตร
? พิกัด


Lau Pa Sat เป็นศูนย์อาหาร 24 ชั่วโมงแห่งย่าน Telok Ayer แต่เมื่อเวลา 19:00 (เสาร์-อาทิตย์เริ่มตั้งแต่ 15:00) เขาจะปิดถนน Boon Tat ที่อยู่ด้านหลังเพื่อขายสะเต๊ะโดยเฉพาะ สมกับชื่อ Satay Street
มีร้านสะเต๊ะหลายสิบร้านเลย แต่ร้านที่เลือกกินครั้งนี้คือร้าน Best Satay (ร้านเบอร์ 7-8)
ร้านนี้หาไม่ยากครับ เดินลงมาจะเจอลุงถือเมนูเดินเข้ามาจู่โจมเลย จากนั้นก็ถือเมนูไปสั่งพร้อมจ่ายเงินแล้วเอาบิลไปต่อแถวรอรับของได้เลย (แถวยาวสุดแล้วร้านนี้แต่รอไม่นานเท่าไหร่)
สำหรับเมนูของร้านนี้ เขาจะขายเป็นเซ็ต แต่ละเซ็ตประกอบด้วย ไก่, เนื้อวัวหรือเนื้อแกะ และ กุ้ง ซึ่งแต่ละเซ็ท จะมีจำนวน ไก่ กับเนื้อ เท่ากัน ส่วนกุ้งจะน้อยลงมาหน่อย เช่น เซ็ต A ไก่ 10 ไม้, เนื้อวัวหรือเนื้อแกะ 10 ไม้ และ กุ้ง 6 ไม้ ส่วนเซ็ต B จะได้ 15, 15 และ 10 ไม้ตามลำดับ (มีเซ็ต C, D, E และ F ซึ่งจำนวนไม้ก็จะเยอะขึ้นเรื่อย ๆ )
เราเลือกเซ็ต A สนนราคา 28 SGD
สะเต๊ะไก่ เนื้อหนานุ่มมาก ตอนแรกคิดว่ากินสะเต๊ะหมูด้วยซ้ำ รสออกจืดหวาน
สะเต๊ะเนื้อ เหนียวกว่าสะเต๊ะไก่หน่อย รสจืดหวานเหมือนสะเต๊ะไก่ แต่จะเค็มกว่าหน่อย
สะเต๊ะกุ้ง อันนี้ชอบสุดแล้ว มันจะเค็ม ๆ ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มก็อร่อย อยากสั่งกินแต่กุ้งเลย
น้ำจิ้ม ก็เหมือนน้ำจิ้มสะเต๊ะบ้านเราแต่กลิ่นเครื่องเทศจะแรงกว่าหน่อย รสเค็มไม่หวาน ถั่วเม็ดใหญ่ตำหยาบ ๆ ส่วนอะจาด…ไม่มีจ้า ให้มาเป็นชิ้นแตงกวากับหอมแดงเปล่า ๆ เลย
หลังจากกินสะเต๊ะเสร็จ แวะซื้อน้ำอ้อยแถวนั้นกิน แก้วละ 2.2 SGD แปลกดี กลิ่นอ้อยชัดเจน แต่ไม่หวานเหมือนอ้อยบ้านเราเลย
เปิดทุกวัน จันทร์ – ศุกร์เปิด 19:00 – 03:00
เสาร์ – อาทิตย์เปิด 15:00 – 03:00
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Telok Ayer เดินต่ออีก 350 เมตร
? พิกัด


ร้านอาหารเช้าชื่อดังของสิงคโปร์ที่มีสาขาในประเทศไทย เคยรีวิวไว้แล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 4
ครั้งนี้ก็สั่งชุด Value Set Meal กินเหมือนเดิม (ครั้งที่แล้วไปตั้งชื่อชุดให้เขาเป็น Happy Meal ซะงั้น) ราคาชุดละ 5.60 SGD แต่เปลี่ยนจากเครื่องดื่มร้อนเป็นเครื่องดื่มเย็นเลยต้องเพิ่มเงินอีก 0.90 SGD เป็น 6.50 SGD
ชุดแรกสั่งเป็น Kaya Toast with Butter กับกาแฟเย็น คราวนี้ไม่พลาดใส่ซอสลงในไข่ลวกเยอะเหมือนครั้งที่แล้ว ด้วยความที่ขนมปังยังไม่มา แต่หิวก็กินไข่ลวกเล่นไปเรื่อย ๆ ขนมปังมาไข่หมดพอดี อดเอามาจิ้ม ขนมปังปิ้งใหม่ ๆ กรอบ หอม สังขยาหวานเล็กน้อยเข้ากันดีกับเนยเค็ม ๆ อร่อย เหมือนที่เคยกิน (ก่อนหน้านี้เคยซื้อที่สาขาในไทย แล้วรู้สึกผิดหวัง ไม่อร่อยเหมือนกินที่สิงคโปร์ รู้สึกว่ามันหวานไปหน่อย แล้วขนมปังก็ไม่ค่อยกรอบ) ส่วนกาแฟก็กาแฟเย็นธรรมดา ไม่ได้ดี ไม่ได้แย่
อีกชุดสั่งเป็น Kaya Toast with Peanut กับชาเย็น อร่อยไปอีกแบบ แต่ถ้ากินเปล่า ๆ จะเลี่ยนหน่อย ต้องเอามาจิ้มไข่ลวกเหมือนที่ชาวสิงคโปร์กิน เข้ากันพอดี ส่วนชาเย็นก็โอเค ชาหอมดี ไม่หวานด้วย
ครั้งนี้กินที่สาขา VivoCity ก่อนที่จะไปเที่ยวที่ Universal Studio ร้านไม่ใหญ่ ตอนเช้า ๆ คนเต็มร้านเลย แถวยาวเกือบออกไปนอกร้าน แต่แปลกว่า มีที่นั่งกินกันทุกคนซะงั้น
ร้านนี้สาขาเยอะมาก หากินกันได้ง่าย ๆ (อ้างอิง)
ใจจริงอยากลองร้าน Heavenly Wang ที่เขารีวิวกันว่าอร่อยกว่า Ya Kun แต่หาเวลาเหมาะ ๆ ไม่ได้เลย
มีอีกร้านที่เคยเดินผ่านแล้วมองเข้าไปเห็นคนเยอะมาก แต่ตอนนั้นอิ่มและอากาศค่อนข้างร้อนเลยไม่อยากกิน แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นร้านดัง ร้านที่ว่าคือ Tong Ah Eating House ที่อยู่ย่าน Craig ถ้ามีโอกาสได้ไปอีกคงต้องไปลอง
สาขา VivoCity เปิด 8:15 ถึง 21:00
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Harbourfront เดินออกมาที่ชั้น B2 ของห้าง VivoCity เลี้ยวซ้าย เดินตรงมานิดหน่อยก็เจอแล้ว
? พิกัด

เป็นศูนย์อาหารที่อยู่หน้า Universal Studio อาหารที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นเมืองของแถบนี้ มีหลายร้านหลายแนวให้เลือก สามารถกดเลือกเมนูได้ที่ตู้คีออสก์ที่ทางเข้า จ่ายเงิน(ที่นี่ไม่รับเงินสด) จากนั้นจะได้ใบเสร็จพร้อมเลขคิวมา เมื่อร้านทำอาหารของเราเสร็จ เขาจะขึ้นเลขคิวเราที่จอที่มีอยู่ทั่วศูนย์อาหารเรียกให้ไปรับที่ร้าน
ที่นี่เรากิน Melaka Chicken Rice กับบะหมี่ลูกชิ้นปลา
Melaka Chicken Rice มันคือข้าวมันไก่สูตรมะละกา ไก่เขาคล้าย ๆ กับไก่นึ่งซีอิ๊วเลย รสชาตินวล ๆ เค็ม ๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำพริก ซึ่งมันคือพริกตำล้วน ๆ และซีอิ๊วดำ
ส่วนบะหมี่แห้งลูกชิ้นปลา เส้นแข็งไปหน่อย แต่ตัวลูกชิ้นปลาอร่อย ไม่คาว น้ำซุปอร่อยเข้มข้น
รวมค่าเสียหาย 2 เมนู อยู่ที่ 18 SGD (ไม่ได้ถ่ายรูปมา เนื่องจากตอนนั้นหิวมากกกกก)
ถือว่าเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยากไปต่อคิวซื้ออาหารยาว ๆ ใน Universal Studio เลยก็ว่าได้
จันทร์ – พฤหัส เปิด 11:00 – 19:00
ศุกร์ – อาทิตย์ เปิด 11:00 – 20:00
ปิดทุกวันอังคาร ยกเว้นเป็นวันหยุดของสิงคโปร์ครับ
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Harbourfront จากนั้นขึ้น Sentosa Express ที่ชั้น 3 ของห้าง VivoCity ปกติค่าตั๋ว 4 SGD แต่ช่วงที่เราไปเขาให้ขึ้นฟรีครับ (ฟรี ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2565 (อ้างอิง)) สามารถใช้บัตร EZ Link แตะเข้าไปได้เลย ไม่งั้นก็เดิน Sentosa Boradwalk ชิลล์ ๆ 670 เมตร แต่เสียค่าเข้าเกาะ 1 SGD ก็ได้ครับ ศูนย์อาหารนี้อยู่บริเวณลูกโลกของ Universal Studio เลย หาไม่ยาก
? พิกัด


ชื่อร้านอ่านว่า เยาเยา เป็นร้านไอศครีมโยเกิร์ตสัญชาติสเปนที่เคยมาเปิดที่ไทย
ตอนที่เราไปมีเมนูพิเศษคือ Coco Honey เป็นโยเกิร์ตราดด้วยน้ำผึ้ง ที่ก้นแก้วมีเนื้อมะพร้าว ราคา 7.90 SGD ตัวเนื้อโยเกิร์ตหนักไปทางเปรี้ยว น้ำผึ้งหวานหอม เนื้อมะพร้าวอ่อนนุ่ม รวม ๆ กันคืออร่อยลงตัว แต่กิน ๆ ไปก็ถือว่าแสบคออยู่เหมือนกัน
อีกถ้วยสั่งเป็นถ้วยขนาดกลาง ใส่ท็อปปิ้งได้ 3 อย่าง ( จริง ๆ ต้องบอกว่า ท็อปปิ้ง 2 กับ ซอส 1) ราคา 6.90 SGD ตัวท็อปปิ้งมีให้เลือกเยอะมาก ขึ้นอยู่กับว่าชอบแนวไหน ไม่ว่าจะเป็นผลไม้สด หรือขนมกรอบ ๆ ซอสก็มีหลายแนว ทั้งซอสผลไม้ หวาน, เปรี้ยว หรือจะเป็นช็อคโกแล็ต ก็มีให้เลือก เราเลือกท็อปปิ้งเป็น แครนเบอร์รี่กับบิสกิต Lotus Biscoff บดหยาบ ราดด้วยซอสช็อคโกแล็ต รสชาติออกมา เปรี้ยว หวาน มีเท็กเจอร์ให้เคี้ยวกรอบ ๆ อร่อยดี แต่กิน ๆ ไปก็หวานแสบคอ
ถึงจะบอกว่าหวานแสบคอ แต่ถามว่าถ้าเจอร้านนี้จะกินอีกมั้ย ก็กินอยู่ดี เพราะชอบรสชาติตัวโยเกิร์ตของร้านนี้ กินแล้วรู้สึกสดชื่นมาก
สำหรับ Llaollao ในสิงคโปร์มีหลายสาขา (อ้างอิง) เรากินที่สาขา Resort World Sentosa
สาขา Resort World Sentosa
วันอาทิตย์, อังคาร – พฤหัส เปิด 12:00 – 20:30
ศุกร์ – เสาร์ เปิด 12:00 – 22:00
ปิดวันจันทร์
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Harbourfront จากนั้นขึ้น Sentosa Express ที่ชั้น 3 ของห้าง VivoCity ปกติค่าตั๋ว 4 SGD แต่ช่วงที่เราไปเขาให้ขึ้นฟรีครับ (ฟรี ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2565 (อ้างอิง)) สามารถใช้บัตร EZ Link แตะเข้าไปได้เลย ไม่งั้นก็เดิน Sentosa Boradwalk ชิลล์ ๆ 670 เมตร แต่เสียค่าเข้าเกาะ 1 SGD ก็ได้ครับ ร้านอยู่แถว ๆ ทางลงไปคาสิโน อยู่ข้างร้าน KrispyKreme ไม่ไกลจากลูกโลก Universal เท่าไหร่
? พิกัด


ชื่อร้านอ่านว่า Dong Fang Mei Shi หรือร้านที่หลายคนรู้จักในชื่อ Harbin Beer คือป้ายในระดับสายตามีแต่ภาษาจีนไงแล้วมีภาษาอังกฤษแค่คำว่า Harbin Beer คนเลยเรียกร้านนี้ด้วยชื่อนี้
ร้านขนาด 5 คูหานี้เป็นร้านอาหารจีนเสฉวนเปิดมาตั้งแต่ปี 2005 คนเยอะมากกก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนสิงคโปร์
วันนั้นสั่ง Fried French Beans with Dried Chili, Mapo Tofu, Pan-Fried Meat และข้าวเปล่าคนละถ้วย
Fried French Beans with Dried Chili (6.80 SGD) มันคือถั่วฝักยาวผัดพริกเกลือ มัน ๆ เค็ม ๆ หอมกระเทียม ไม่เผ็ดมาก กินเพลินเลย ถั่วฝักยาวเปลือกบาง ชอบมาก
Mapo Tofu (6 SGD) เมนูนี้เห็นในการ์ตูนทำอาหารบ่อยมากแต่ไม่เคยกินสักที แต่พอได้มากินก็ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ มันออกเผ็ด จืด แล้วก็มัน ๆ แต่ตัวเต้าหู้โอเคเลยไม่เหม็นกลิ่นเต้าหู้แล้วก็ไม่เละจนเกินไป
Pan-Fried Meat (12.80 SGD) ตอนแรกที่คิดไว้ก่อนมากินไม่ใช่เมนูนี้ ในรีวิวเขาแนะนำหมูเปรี้ยวหวาน แต่ตอนสั่งหมูเปรี้ยวหวาน พนักงานก็ถามว่า “ไม่ใช่คนสิงคโปร์ใช่มั้ย” (ก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยมาตลอดนะ ทำไมก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าไม่ใช่คนสิงคโปร์ก็ไม่รู้) แล้วก็พูดต่อว่า “หมูเปรี้ยวหวานน่ะไปกินร้านไหนก็ได้ แต่ถ้ามากินร้านนี้ต้องสั่ง Pan-Fried Meat” ไอ้เราก็เชื่อคนง่ายเลยจัดไปตามเจ๊บอก
พอจานนี้มาเสิร์ฟถึงกับอึ้ง ปริมาณเยอะมากกกกกกกก มันคือหมูชุบแป้งทอดราดด้วยซอสคล้าย ๆ ซอสบ๊วยเจี่ย คำแรก ๆ ก็โอเคอยู่ แต่กินไปกินมาก็เลี่ยน กินนานมากกว่าจะหมด แต่ต่อให้หมูแช่ซอสอยู่นานแค่ไหนแป้งก็ยังกรอบดีอยู่
คิดถูกจริง ๆ ที่สั่งไปแค่ 3 เมนู แต่แค่นี้ก็เป็นเงิน 34.3 SGD แล้ว (รวมข้าวเปล่า, ภาษี, Service Charge) ถือว่าราคาเอาเรื่องอยู่ (ไอ้หมูทอดจานสุดท้ายแพงสุด)
เท่าที่สังเกตโต๊ะอื่น ๆ เขาจะสั่งหมั่นโถทอด ไม่ก็พวกเมนูปิ้งย่างเสียบไม้กัน แต่ท้องเราไม่ไหวที่จะยัดอย่างอื่นแล้วจริง ๆ เลยไม่ได้ลองเมนูอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ตั้งใจไว้ตอนแรกเลย
เปิดทุกวัน 11:00 ถึง 06:00 เรียกได้ว่ายันหว่างกันเลยทีเดียว
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Chinatown เดินนิดเดียวก็เจอ อยู่ริมถนน New Bridge เลย
? พิกัด


ร้านเบเกอรี่ชื่อดังของสิงคโปร์ ร้านนี้เคยรีวิวไว้แล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 2
แต่ครั้งนี้ไม่สั่ง Mini Croissant แล้วเพราะเจอเมนูที่น่ากินกว่านั้นเยอะ นั่นก็คือออออ Sourdough Croissant ซึ่งเป็นเมนูพิเศษที่มีเฉพาะที่สาขา Foothills นี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังสั่ง Salted Egg Brioche, ลาเต้เย็น และโฮจิฉะเย็น
Sourdough Croissant (6.50 SGD) เป็นครัวซองท์ที่ทำจากแป้ง Sourdough มาพร้อมกับซอสช็อคโกแล็ตเฮเซลนัตมาให้กินด้วยกัน ซึ่งเป็นเมนูพิเศษที่มีเฉพาะที่สาขา Foothills เท่านั้น มีความกรอบนอกนุ่มใน และจะหนึบ ๆ กว่าครัวซองท์ธรรมดา เข้ากันดีกับซอสช็อคโกแล็ตเฮเซลนัต แถมมีเม็ดอะไรกรอบ ๆ มาให้เคี้ยวเพลิน ๆ ด้วย ดีงามมาก
Salted Egg Brioche (5.90 SGD) Brioche (อ่านว่า บริ-อ๊อช) ไส้ไข่เค็ม อร่อยมากกก ไส้หอมไข่เค็ม รสไม่หวานมาก ไม่เค็มมากกำลังพอดี เนื้อขนมปังนุ่มชุ่มชื้นสุด
ลาเต้เย็น (8.90 SGD) หอม อร่อย เข้มข้นกำลังดี
โฮจิฉะเย็น (8.50 SGD) หอมกลิ่นโฮจิฉะมาก อร่อย เข้นข้นเช่นกัน
ความพิเศษอย่างนึงของสาขานี้คือมีครัวทำขนมอยู่ข้าง ๆ ให้เราไปส่องดูเขาทำขนมได้เลย (แอบส่องเข้าไป ครัวเขาสะอาดมาก)
ผู้จัดการก็เป็นกันเองสุด คอยดูแลตั้งแต่เดินเข้าร้าน คอยหาที่นั่งให้ กินอยู่ก็เดินมาถามไถ่ ที่ฮาคือ เราชมเขาไปว่าขนมอร่อยมาก เขาก็ตอบกลับมาว่า “ใคร ๆ ก็ว่างั้น ได้ยินทุกวันเลย”
ร้านนี้ไม่รับเงินสดนะครับ
เปิดทุกวัน 07:30 – 19:00
? ลง MRT สถานี Fort Canning เดินประมาณ 150 เมตร ร้านอยู่ในบริเวณของ Fort Canning Park
? พิกัด


ฟู้ดคอร์ตของห้าง The Shoppes at Marina Bay Sands เคยรีวิวแล้วที่ [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 2 และครั้งนี้ผมก็กินข้าวมันไก่อีกแล้ว แต่เหมือนว่าร้านที่เคยกินจะไม่อยู่แล้ว เลยได้ข้าวมันไก่ของอีกร้านมาแทน (จำชื่อร้านไม่ได้ แต่น่าจะคนละร้านนะ เพราะหน้าตาไก่ไม่เหมือนเดิม)
ข้าวมันไก่ ที่กินครั้งนี้หนังจะเหลือง ๆ หน่อย ไม่ขาวไสเหมือนครั้งที่แล้ว ส่วนรสชาติก็เฉย ๆ ไม่ได้ดีแต่ก็ไม่ได้แย่
ส่วนอีกจานคือ บะหมี่ ลูกชิ้นปลา ร้าน Li Xin Teochew Fishball Noodles ได้เส้นเยอะมาก เส้นหนานุ่ม แต่ทีเด็ดของร้านนี้คือลูกชิ้นปลา อร่อยมากกกก ไม่คาวปลา ลูกใหญ่เท่าลูกปิงปอง แถมน้ำซุปก็อร่อย เห็นใส ๆ งี้แต่รสชาติจัดเต็มมาก สมกับที่ร้านเปิดมานานตั้งแต่ปี 1968
จำราคาแต่ละเมนูไม่ได้ แต่รวมแล้ว 19.2 SGD
เปิดทุกวัน วันอาทิตย์ – พฤหัสเปิด 08:00 – 22:00
วันศุกร์ – เสาร์ หรือ วันก่อนวันหยุดราชการ เปิด 08:00 – 23:00 (อ้างอิง)
?การเดินทาง ลง MRT สถานี Bayfront แล้วออกทางที่ไป The Shoppes at Marina Bay Sands เดินตามชั้น B2 ไปทางทิศเหนือ (ทางเดียวกับที่ไป ArtScience Museum) ประมาณ 500 เมตร
? พิกัด


ร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อดังสัญชาติอเมริกันที่กำลังจะเข้ามาเปิดที่ไทยเร็ว ๆ นี้ ไหน ๆ ก็มีโอกาสเลยไปลองก่อนซะเลย สำหรับครั้งนี้สั่งเมนู N.Y. Steakhouse Burger, N.Y. Steakhouse Fries และ Guava Lemonade
สำหรับการสั่งอาหารที่ร้านนี้จะเป็นแบบบริการตัวเองโดยไปกดสั่งที่ตู้คีออสก์ จ่ายเงิน(ไม่รับเงินสดเช่นเคย) และสแกนเครื่องเรียกคิว จากนั้นไปหาที่นั่งรอเครื่องเรียกคิวสั่นได้เลย
N.Y. Steakhouse Burger (12.20 SGD) เป็นเมนูพิเศษที่ขายแค่ 2 เดือนเท่านั้น คือตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. – 31 ต.ค. 2565 เป็นแฮมเบอร์เกอร์เนื้อที่ใส่เห็ดแชมปิญองย่าง หอมใหญ่ทอด ชีส แล้วก็ราดด้วยซอสฮอร์สเรดิชผสมพริกไทยมาโย สำหรับผมเมนูนี้ก็ถือว่าโอเคอยู่นะ รสชาติกลาง ๆ กลมกล่อมไม่ได้เค็มเหมือนของ Burger King (ขออนุญาตเปรียบเทียบให้เห็นภาพ) ขนมปังนุ่มาก
N.Y. Steakhouse Fries (6.90 SGD) เมนูนี้ก็ขายแค่ 2 เดือนเช่นกัน เป็นเฟรนช์ฟรายชิ้นใหญ่ ราดด้วยซอสฮอร์สเรดิชผสมพริกไทยมาโย โรยด้วยเบคอนและต้นหอม เมนูนี้ก็ดี เฟรนช์ฟรายกรอบนอกนุ่มใน เข้ากันดีกับซอสและเบคอน
Guava Lemonade (4.30 SGD) น้ำฝรั่งผสมมะนาว เมนูนี้ก็ขายเฉพาะช่วงอีกเช่นกัน อร่อย สดชื่นมาก เหมาะกับการกินคู่กับแฮมเบอร์เกอร์และเฟรนช์ฟรายที่สุด
ร้าน Shake Shack ในสิงคโปร์มีทั้งหมด 9 สาขา (อ้างอิง)
สาขา Gardens by the Bay เปิดทุกวัน
วันจันทร์ – พฤหัส เปิด 10:30 – 21:00
วันศุกร์เปิด 10:30 – 21:30
วันเสาร์ – อาทิตย์ เปิด 09:30 ถึง 21:30
? การเดินทาง นั่งรถเมล์สาย 400 มาลงป้าย Gdns by the Bay เดินเข้ามาข้างในประมาณ 500 เมตร
? ล่าสุดสามารถ ลง MRT สถานี Gardens by the Bay ที่เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 แล้วเดินเข้ามาข้างในประมาณ 700 เมตร ร้านอยู่ใกล้ ๆ กับ Cloud Forest และ Flower Dome
? พิกัด


มาถึงสิงคโปร์ทั้งทีมีหรือจะไม่ลองเมนูโจ๊กกบ ซึ่งจากการหาข้อมูลก็เลือกร้านดังแห่งย่าน Geylang ร้านนี้ เพราะที่นี่เคยเป็นร้านแนะนำโดย Micheline เมื่อปี 2018
จริง ๆ ร้านนี้มีเมนูหลากหลายครับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจีน แต่ด้วยว่าก่อนที่จะมาร้านนี้เรากิน Shake Shack กันมาก่อน ประกอบกับในแผนที่วางไว้วันอื่นไม่มีช่องว่างให้แทรกแล้วก็เลยต้องไปวันนั้นเลย และมันก็ค่อนข้างดึกแล้วเลยสั่งแค่โจ๊กกบมากิน
สำหรับการสั่งอาหารก็ไม่ยากที่เมนูมีภาษาอังกฤษครับ แต่พนักงานพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นี่สิ ก็ต้องจิ้ม ๆ เมนูเอา ตอนนั้นสั่ง โจ๊กเปล่าถ้วยเล็กที่ไม่เล็ก (2 SGD) แล้วก็ Frog with spring onion ซึ่งจะมี 3 ตัวเลือกให้เลือก คือ กบ 1 ตัว (8 SGD), กบ 2 ตัว(แถม 1 ตัว)(16 SGD) แล้วก็ กบ 4 ตัว (22 SGD) ซึ่งเราแค่อยากลอง เลยสั่งกบ 1 ตัวมา พนักงานก็พยายามบอกว่า เฮ้ย ไม่เอา 2 ตัวหรอ แถม 1 ตัวด้วยนะ แต่เราก็ยืนยันจะเอาแค่ 1 ตัว
สำหรับโจ๊ก ก็โจ๊กธรรมดาทั่วไป แต่ถ้วยใหญ่มากเลย ขนาดสั่งถ้วยเล็กสุดแล้วนะ
ส่วน Frog with spring onion มันคือกบอบหม้อดินกับซอสเข้มข้น ตัวซอสถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นซีอิ๊วดำ ส่วนเนื้อกบก็อร่อยดีครับ สัมผัสคล้าย ๆ เนื้อไก่+เนื้อปลา ถ้าพูดให้เห็นภาพมากขึ้นมันเป็นเนื้อปลาที่หนึบ ๆ ตอนกินก็พยายามไม่คิดถึงตอนมันยังมีชีวิตอยู่ คิดซะว่าที่กินเป็นน่องไก่เล็ก ๆ เอา เสียดายที่ตอนนั้นค่อนข้างอิ่มเลยกินได้แค่นั้น
เปิดทุกวัน 17:00 – 04:00
? ลง MRT สถานี Aljunied เดินอีก 700 เมตร ไม่ค่อยแนะนำให้มาตอนดึก ๆ เพราะแถวนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งอโคจรของสิงคโปร์ อะไรที่ผมไม่คิดว่าจะเจอในสิงคโปร์ก็ได้เจอแถวนี้ (ขยะ, ความสกปรก, ความไม่เป็นระเบียบ, รถที่ขับเร็ว เป็นต้น)
? พิกัด


ที่นี่เพิ่งเปิดใหม่วันที่ 5 เมษายน 2565 นี้เอง (อ้างอิง) แต่จริง ๆ ที่บริเวณนี้เคยมี Hawker Center มาตั้งแต่ปี 2527 ถึงปี 2560 แต่ต้องปิดไปเพราะตึกโดนทุบและกลับมาเปิดใหม่อีกครั้งเมื่อตึก CapitaSpring สร้างเสร็จ (ระหว่างที่รอตึกสร้างนั้น ได้ย้ายไปขายอยู่แถว ๆ ถนน Amoy ชั่วคราว)
ที่นี่มีร้านเยอะครับ (ที่นี่ บอกว่ามี 56 ร้าน) มื้อนี้เราเลือกกินบะหมี่เป็ดย่างและบะหมี่ลูกชิ้นปลา จำไม่ได้ว่าจานละเท่าไหร่ แต่รวมกันแล้ว 8.5 SGD นอกจากนี้ยังมีชาเย็นอีกด้วย
บะหมี่เป็ดย่าง จำไม่ได้ว่าซื้อร้านไหนจำได้แค่ว่าอยู่ชั้น 3 แต่เหมือนจะเป็นร้านดังเคยลงหนังสือพิมพ์ด้วย (เห็นเขาตัดมาแปะโชว์เต็มเลย) ให้เส้นเยอะมากกกก เป็ดนุ่มดีแถมให้เยอะด้วย น้ำราดรสชาติกำลังดี ไม่เค็มเกินไป น้ำซุปอร่อย
บะหมี่ลูกชิ้นปลา จำร้านไม่ได้เช่นเคย แต่อยู่ฝั่งขวา ๆ ของชั้น 2 ยกให้เป็น The Best ของบะหมี่ลูกชิ้นปลา(เท่าที่กินมาในทริปนี้) เส้นบะหมี่เหนียวนุ่ม ลูกชิ้นดีงามทั้ง 2 แบบ เกี๊ยวและน้ำซุปก็อร่อย ต้องมาลอง บอกเลย
ชาเย็น ร้าน Sunrise Traditional Coffee And Toast (น่าจะ 1.7 SGD) ร้านนี้คิวยาวมาก ตอนแรกก็สงสัยว่าเขาชงแก้วต่อแก้วหรอ แต่เปล่าเลยเขาชงไว้ก่อนแล้วพอเราสั่งเขาจะเอาไปปั่นกับน้ำแข็งให้นิดหน่อยให้มันเย็น (งงเลย สั่งเย็นทำไมเอาไปปั่น) แล้วตกลงว่าทำไมคิวยาวหว่า ส่วนรสชาติก็อร่อยดี ชาเข้มข้น หอม ไม่หวาน ราคาไม่แพง
ชอบที่นี่อย่างนึงคือ มันเป็น Hawker Centre แบบ Open Air แต่ไม่ร้อนเลยทั้ง ๆ ที่เปิดแค่พัดลม และอากาศข้างนอกร้อนอบอ้าวมาก
เวลาเปิดปิดแตกต่างกันตามแต่ละร้าน บางร้านเปิดตั้งแต่ 06:30 ถึง ปิดช่วงบ่าย ๆ ก็มี หรือบางร้านเปิดถึงเย็น ๆ ก็มีเช่นกัน ส่วนใหญ่จะปิด เสาร์-อาทิตย์ แต่ก็มีบางร้านที่เปิด จันทร์-เสาร์เลย
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Raffles Place เดินอีกประมาณ 150 Market Street Hawker Centre อยู่ชั้น 2-3 ของตึก CapitaSpring
? พิกัด


ร้านโดนัทชื่อดังของ Genevieve Lee รองแชมป์ MasterChef Singapore ชื่อร้านมีที่มาจากคำว่า Sourdough + Bombolone = โดนัทมีไส้ที่ทำจากแป้ง Sourdough ที่เลือกไปร้านนี้เพราะดู คลิปนี้ แล้วเห็นว่าน่าอร่อยเลยไปตามรอย
ที่ร้านมีโดนัทหลากหลายไส้มาก ราคาแตกต่างกัน ซึ่งเราสามารถเลือกคละไส้ได้ กล่องมีขนาด 3 ชิ้น, 6 ชิ้น แล้วก็ 9 ชิ้น
ด้วยความที่มีไส้ให้เลือกเยอะมาก จะกินแค่ 3 ชิ้นก็ไม่น่าพอ จะเอา 9 ชิ้นก็เยอะเกินไป เราเลยเลือกกล่อง 6 ชิ้น แล้วก็เลือกไส้ดังนี้ Kahlua Coffee Pistachio, Dark Chocolate Hazelnut Praline, Blueberry Lemon & Thyme, Hojicha Caramel Crunch, Basque Burnt Cheesecake และ Blood Orange Bombe
Kahlua Coffee Pistachio (5.60 SGD) ใช้เหล้าคาลัวมาทำเป็นไส้ กินไปก็รู้สึกถึงความเป็นคาลัวจริง ๆ เข้ากันดีกับพิสทาชิโอ
Dark Chocolate Hazelnut Praline (5.60 SGD) กลิ่นเฮเซลนัทชัดมาก ช็อกโกแล็ตเข้มข้น ไม่หวาน
Blueberry Lemon & Thyme (4.80 SGD) ตัวครีมเลมอนหวานละมุน ๆ เปรี้ยวเบา ๆ ตัดกับรสของแยมบลูเบอร์รี่ และมีกลิ่นหอมของไธม์
Hojicha Caramel Crunch (4.80 SGD) ครีมโฮจิฉะเข้มข้น มาพร้อมกับคาราเมลครันช์กรุบกรอบเครี้ยวเพลิน
Basque Burnt Cheesecake (5.60 SGD) รสชาติเหมือนกันชีสเค้กหน้าไหม้เลย แต่รู้สึกว่าหวานไปนิดนึง
Blood Orange Bombe (5.60 SGD) ไส้ครีมวานิลลามาสคาโปนกับแยมส้ม เข้ากันดี รู้สึกสดชื่น
โดยรวมผมค่อนข้างโอเคกับรสชาติของขนมร้านนี้ที่ไม่หวานนะครับ แต่ราคาก็แอบแรงนิดนึงเหมือนกัน
สาขาดั้งเดิมเปิด อังคาร – อาทิตย์ 10:30 – 17:30 ปิดวันจันทร์
? การเดินทาง ลง MRT สถานี Dhoby Ghaut เดินข้ามถนน Penang Road ก็จะเจออาคาร 9 Penang Road ร้านนี้อยู่ที่ชั้น 2 ครับ (แวะซื้อก่อนที่จะไป Fort Canning Park Tree Tunnel ได้)
? พิกัด
ล่าสุด มีสาขาใหม่ที่ Jewel Changi Airport สาขานี้เปิดทุกวัน 11:00 ถึง 20:30
ภาพรวมของอาหารที่สิงคโปร์ ผมรู้สึกว่าจะออกเค็ม หวานน้อยมาก แม้กระทั่งของหวานก็ยังหวานน้อย และจะให้ในปริมาณที่เยอะโดยเฉพาะข้าวกับเส้น เอาจริงมันเป็นขนาดที่อิ่มกำลังดีไม่ต้องเบิ้ลอีกจาน
สำหรับการรีวิวการเที่ยวสิงคโปร์ในครั้งนี้ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสหน้านะครับ
]]>สำหรับหลักสูตรนี้สอนโดย อ.สมเกียรติ ปุ๋ยสูงเนิน เจ้าของเว็บไซต์ Somkiat.cc ผู้โด่งดัง ที่นักพัฒนาแอนดรอยด์ในประเทศไทยน้อยคนนักจะไม่รู้จัก โดยเฉพาะเรื่อง Testing บน Android ต้องคนนี้เท่านั้น
เริ่มเลยดีกว่า (อาจจะดูงง ๆ ไม่เป็นหัวข้อเท่าไหร่นะครับ เพราะบางอันผมก็จดโน้ตทิปส์ที่เขาบอกมาระหว่างสอนอีกที)
การทดสอบโปรแกรมใช้เพื่อแสดงการมีอยู่ของบั๊ก แต่ไม่ได้แสดงว่ามันไม่มีบั๊ก
Edsger Dykstra, 1970, Notes on Structured Programming
แต่เรื่องพวกนี้ มันต้องใช้เวลา ทั้งเวลาในการเรียนรู้ และเวลาในการฝึกฝน
Gradle มีปลั๊กอินตัวนึง ชื่อว่า Dexcount พัฒนาโดย KeepSafe สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง วิธีใช้งาน ก็ตามลิงค์นี้เลยครับ https://github.com/KeepSafe/dexcount-gradle-plugin
ยิ่งโปรเจค ๆ นึง ผ่านการพัฒนา ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน จำนวนฟีเจอร์ หรือจำนวนเมธอดก็จะเพิ่มขึ้น การจะเพิ่ม หรือ แก้ไขฟีเจอร์ จะยิ่งใช้เวลานาน เพราะว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีส่วนที่ได้รับผลกระทบ ไม่มากก็น้อย ยิ่งถ้าออกแบบไว้แต่แรกไม่ดี ยิ่งมีโอกาสพังสูง
เมื่อเพิ่มหรือแก้ไขฟีเจอร์แล้ว…ไม่ใช่ว่าจะทดสอบฟีเจอร์ดังกล่าวว่าผ่านแล้วก็จบ ต้องทดสอบฟีเจอร์ที่เหลือทั้งหมดด้วย เพราะเราจะมั่นใจได้ยังไงว่าฟีเจอร์ดังกล่าว มันไม่ไปกระทบกับส่วนที่เราอาจไม่คาดคิด
แต่ฟีเจอร์ที่มีอยู่ มันเยอะมากเลยนะ…จะมาทดสอบทั้งหมด ก็ส่งงานไม่ทันสิ
เพราะงี้ไง เราเลยต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Automate Testing
ถ้าหากว่าจะใช้คลาสนั้น จริง ๆ ต้องมั่นใจว่ามันคือคลาสเดียวกันจริง ๆ หรือถ้ามีการเปลี่ยนแปลงที่หนึ่ง ที่อื่นที่เรียกใช้คลาสนี้ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย
แต่จริง ๆ แล้วควรแยกคลาสกัน สมมติว่า ฟีเจอร์นึง มอง User ว่าเป็น Customer แต่อีกฟีเจอร์มอง User ว่าเป็น Employee ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็น User เหมือนกัน แต่ข้อมูลรายละเอียดภายในไม่เหมือนกัน
เราต้องคิดถึงการทำการทดสอบตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจค ต้องตกลง Input / Output ของแต่ละฟีเจอร์/เมธอด ก่อนลงมือ
ควรมี UI Flow และ Case ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ที่สำคัญ ต้องมีการทดสอบครอบคลุมทุกขั้นตอน
การทดสอบ ไม่ใช่แค่เฟสหนึ่ง แต่เป็นกิจกรรมที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา
ปกติ แม้ว่าเราจะมีเครื่องมือในการทดสอบอัตโนมัติแล้ว แต่เราก็ยังเน้นที่การทดสอบด้วยมือผ่าน UI อยู่ดี ซึ่งเป็นการทดสอบที่ทั้งใช้เวลามาก และเปลืองค่าใช้จ่าย
เราควรเน้นไปที่ Unit Test เพราะใช้เวลาในการทดสอบแต่ละกรณีใช้เวลาน้อยมาก ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเสี้ยววินาที และขั้นที่สูงขึ้นมาก็ลดจำนวนของการทดสอบลง เหลือทดสอบด้วยมือเฉพาะกรณีที่สำคัญ ๆ เท่านั้น
จากการสำรวจ พบว่า
การทดสอบในอุดมคติ ทุก ๆ ฝ่ายจะช่วยกันทดสอบอยู่ตลอดเวลา และวนเวียนอยู่อย่างนั้นไปเรื่อย ๆ ต่างกับอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า Cupcake Testing ที่ต่างฝ่ายต่างทดสอบของใครของมัน ทดสอบ ๆ ในกรณีเดิมซ้ำ ๆ ดังรูปข้างล่างนี้
แต่ก็มีคนเสนอการทดสอบในอีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่า Trophy Testing โดยแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้
เข้าสู่หัวข้อหลักสักที หลังจากเกริ่นมานาน
ในโลกของการเขียนโค้ด Android (Native) นั้น จะแบ่งโค้ดออกเป็น 2 ส่วน นั่นคือส่วนที่เป็น JAVA (หรือ Kotlin) เพียว ๆ ซึ่งใช้ JVM (Java Virtual Machine) ในการรัน กับโค้ดที่เป็นส่วนของ Android ซึ่งใช้เครื่องจริงหรือ Emulator ในการรัน ดังภาพข้างล่างนี้
คลาสสำหรับทดสอบโค้ดที่รันบน JVM เราจะวางไว้ที่ /src/test คลาสเหล่านี้เรียกว่า JVM Unit Test
ส่วนคลาสสำหรับทดสอบโค้ดที่รันเครื่องจริงจะวางไว้ที่ /src/androidTest คลาสเหล่านี้เรียกว่า Instrumentation Unit Test
สำหรับ JVM Unit Test เราจะทดสอบโค้ดที่เป็น Business Logic ที่เขียนด้วย JAVA เท่านั้น โดยใช้ JUnit และ Mockito เป็นตัวช่วยในการทดสอบ
ส่วน Instrumentation Unit Test จะทดสอบโค้ดของ Android ต่าง ๆ เช่น AssetManager หรือ SharedPeference เป็นต้น
Model – JVM Unit Test
Presenter – JVM Unit Test
View – Instrumentation Unit Test
| JVM | Device | |
| Non-UI | JVM Unit Test | Instrumentation Unit Test |
| UI | Robolectric | Instrumentation UI Test |
| src/test | src/androidTest |
การทดสอบกรณีไหนก็ตาม ที่ต้องใช้ Context ให้ใช้ Instrumentation Unit Test มันจะทดสอบเร็วมาก โดยขั้นตอนจะมีแค่ติดตั้ง APK (สำหรับทดสอบ), ทดสอบ แล้วก็ลบทิ้ง ซึ่งจะเหมือนการติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่ทุกครั้งที่ทดสอบ
Ui Testing จะเน้นทดสอบฟังก์ชันหลักในมุมมองของผู้ใช้งาน เช่น ฟังก์ชันโอนเงิน ก็จะทดสอบแค่ว่าโอนเงินได้หรือไม่ ที่เหลือค่อยไปทดสอบในระดับต่ำลงมา
Robolectric เป็นเครื่องมือสำหรับทดสอบ UI ด้วย JVM เดี๋ยวจะลงรายละเอียดในภายหลัง
Instrumentation Test มันช้า ดังนั้นเราต้องพยายามแยกโค้ดส่วนที่เป็น Android ออกจาก JVM เพื่อการทดสอบที่เร็วขึ้น
ชื่อของเทสเคสควรบอกว่าจะทำอะไร แล้วได้ผลลัพธ์เป็นอะไร (ควรได้ตั้งแต่ตอนคุยกันตอนแรก)
โครงสร้างของเทสเคส
ใช้คำสั่ง ./gradlew tetDebugUnitTest หรือ ./gradlew tDUT ในการรัน
Code Coverage สามารถแสดงส่วนที่มีความเสี่ยงสูงในโปรแกรม แต่ไม่สามารถทำให้ความเสี่ยงหมดไปเลย
Paul Reilly, 2018, Kotlin TDD with Code Coverage
การทำ Code Coverage ทำให้มั่นใจว่าการทดสอบของเราครอบคลุมโค้ดทุกส่วน
ใน Android Studio สามารถกดที่เมนู “Run ‘Test’ with Coverage” ก็จะแสดงส่วนที่เทสเคสครอบคลุมพร้อมกับได้ไฟล์ Report มาเลย
แต่ถ้าจะใช้ Command Line ในการสร้าง Report ต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Jacoco
สำหรับวิธีใช้ก็ง่าย ๆ เข้าไปที่ /app/build.gradle แล้วเพิ่มโค้ดข้างล่างนี้ที่ buildTypes
debug {
testCoverageEnabled true
}
และ
apply plugin: 'jacoco'
jacoco{
toolVersion = "0.8.1"
}
กด sync และรันคำสั่ง ./gradlew createDebugCoverageReport หรือแบบย่อ ๆ ./gradlew cDCR ไฟล์ report จะอยู่ที่ /app/build/reports/coverage/debug/index.html
ปล. Jacoco ทำได้แค่ Code Coverage ที่เป็น JVM Unit Test เท่านั้นนะครับ
ในที่นี้จะใช้ Espresso เป็นเครื่องในการทดสอบ ซึ่ง Espresso นี้เป็น API ที่พัฒนาโดยทีมกูเกิ้ลเอง ข้อดีคือ มีขนาดเล็ก, เรียนรู้และใช้งานง่าย, ไม่ต้องเขียน Wait หรือ Sleep และรองรับ JUnit4
สามารถดูรายละเอียดคำสั่งต่าง ๆ ได้ที่ Espresso Cheat Sheet
บน Android Studio มีเครื่องมือตัวหนึ่งที่เรียกว่า Record Espresso Test อยู่ในเมนู Run ช่วยในการสร้างเทสเคสให้ แต่จากการทดลองใช้ พบว่าเทสเคสที่มันสร้างให้ซับซ้อนเกินความจำเป็น แต่เราสามารถใช้มันกับกรณียาก ๆ ที่เราไม่รู้จะเขียนเทสเคสยังไง โดยเฉพาะกับ Custom View ต่าง ๆ
ใช้ในกรณีที่ต้องเซ็ตค่าอะไรบางอย่างก่อนที่จะเปิด Activity (Put ค่าผ่าน Intent) จะใช้คำสั่งข้างล่างนี้ ตอนที่สร้าง ActivityTestRule
@Rule public ActivityTestRule<ResultActivity> activityTestRule = new ActivityTestRule<>(ResultActivity.class, false, false);
สำคัญที่พารามิเตอร์ตัวที่ 3 ที่เป็นพารามิเตอร์สำหรับ launchActivity
ในที่นี้จะทำการทดสอบกับหน้าล็อกอิน
ถ้าจะให้ดี ควรใช้ข้อมูลจริงมาใช้ทดสอบ
กรณีที่ Success
กรณีที่ Fail
จะเห็นได้ว่ากรณีที่ Fail มีมากกว่ากรณีที่ Success ดังนั้นต้องมานั่งคิดและคุยกรณีที่ Fail ให้ครบถ้วนและครอบคลุม อาจจะทำเป็นตาราง ดังรูปข้างล่าง
ควรแยกคลาสของเทสเคส กรณีที่ Success กับ กรณีที่ Fail เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน ไม่ควรเอามารวมกัน
ในเทสไม่ควรมี if
ใช้ในกรณีต้องทดสอบอะไรซ้ำ ๆ แต่มีการกรอกค่าอะไรบางอย่างต่างกันนิดหน่อย เช่น การกรอก Username และ Password ให้ครอบคลุมทุกกรณี ในที่นี้จะใช้ JUnit Parameterized
แบ่งกันทำคนละหน้า และต้องคุยกันก่อนตั้งแต่แรกว่า อะไรอยู่ตรงไหน และแต่ละหน้าติดต่อกันยังไง
Coverage Test แค่ทำให้รู้ว่าเทสเคสของเราครอบคลุมซอร์สโค้ดของเราหรือไม่ ไม่ได้รับประกันว่างานเราไม่มีบั๊ก เพราะมันจะมีบางกรณีที่เราไม่ได้เขียนโค้ด หรือยังไม่ได้ทดสอบอยู่อีก
Monkey Test (Stress Test) ทดสอบความแข็งแกร่งของแอปพลิเคชันของเรา ประหนึ่งว่ามีลิงมากดมือถือมั่ว ๆ นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ Profiler เพื่อจำกัด Resource ต่าง ๆ เพื่อดูขีดความสามารถของแอปพลิเคชันของเราเมื่อนำไปใช้บนเครื่องจริงที่แตกต่างกันได้
Unit Test ต้องแยก Business Logic ออกมาให้แยกขาดจากส่วนแสดงผล (ใช้ Design Pattern)
มีมากมายหลายแบบ แต่ในที่นี้พูดถึงแค่ 2 แบบ
MVP – Model View Presenter
VIPER – View Interactor Presenter Entity(Model) Router(Flow)
View ควรมี Logic น้อยที่สุด เพราะถ้าจะทดสอบ ต้องใช้ UI Test ซึ่งเสียเวลา
แยก View ในแต่ละหน้าให้เป็น Component ย่อย ๆ เพื่อสะดวกต่อการ Reuse
Model ที่ใช้ใน View และ Presenter ควรแยกกัน เพราะทำหน้าที่และใช้งานต่างกัน ตัวอย่างเช่น ข้อมูลของ User ที่เราใช้แสดงผลบน UI น้อยกว่าที่ได้รับมาจากการเรียกผ่าน API
1 View อาจจะมีหลาย Presenter ก็ได้ เพราะใน 1 หน้าอาจจะมีหลายงาน ถ้ามี Presenter 1 อันต่อ 1 หน้า อาจจะทำให้ Presenter บวมได้
คือการจำลองการใช้งานคลาสอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคลาสที่เราจะทำ Unit Testing แบ่งเป็น 5 ประเภท
สมมติว่าเราจะทดสอบเมธอดเกี่ยวการล็อกอิน
ถ้าเราดูที่ผลลัพธ์ที่ได้จากเมธอด Login เลย จะเป็น Direct Test
แต่ถ้าเราไปตรวจสอบดูว่าเมธอด View.Failure() ถูกเรียกหรือไม่ผ่านการ Spy จะเป็น Indirect Test
เราต้องเรียนรู้การใช้งานพื้นฐานให้เข้าใจคอนเซปต์ก่อน ค่อยไปหาไลบรารี่ช่วย เพราะถ้าเรายังไม่แม่นพื้นฐาน แล้วไปใช้ไลบรารี่เลย มันจะเป็นการเรียนรู้การใช้ไลบรารี่แทน
ถ้าตอนทดสอบต้อง Mock เยอะ แสดงว่าเรามาผิดทาง เพราะ Dependencies ของคลาสนั้นเยอะเกินไป
ถ้าเขียนคลาส Spy เอง จะใช้เวลาในการทดสอบน้อยกว่า เพราะ Mockito จะเสียเวลาตรงที่ต้องโหลดทั้งโปรเจคก่อนเริ่มทดสอบ
ดูเรื่อง Security ที่ OWASP ด้วย
ทำ Screenshot ระหว่างทำ UI Testing ด้วย Screengrab บน Fastlane
ใช้ Chrome Extension ชื่อว่า OctoTree เพื่อแสดง Project Tree ที่ Sidebar เวลาเข้าเว็บ Github เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงไฟล์
แนวคิดนี้เกิดมาจากฝั่งเว็บแอปพลิเคชัน โดยจะสร้างคลาสที่รวมเมธอดที่เป็น Action ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในหน้านั้น ๆ เช่น ถ้าเป็นหน้าล็อกอิน ก็จะมีเมธอด กรอก Username, กรอก Password และ กดปุ่มล็อกอิน
เมื่อเขียนเทสเคสก็จะเป็นการร้อยเรียงเมธอดที่เขียนไว้ในคลาสข้างต้น
ข้อดีคือ ลดการเขียนโค้ด(สำหรับทดสอบ)ที่ซ้ำซ้อน และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ต้องแก้หลายที่ (เช่นเปลี่ยน ID ของ EditText ที่ใช้กรอก Username)
สามารถใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Kakao เพื่อช่วยให้การเขียนโค้ดสะอาดขึ้น
เป็นเครื่องมือสำหรับทำ UI Testing ด้วย JVM ใช้การ Simulation แทนการรันบน Emulator / Device
ข้อดีคือ เร็วกว่าทดสอบด้วย Espresso
ข้อจำกัดคือ เป็นการทำการทดสอบใน 1 หน้า Activity ไม่สามารถไป Activity อื่นได้ แต่ใช้การตรวจสอบ Intent ที่ส่งต่อแทน
คลาสสำหรับการทดสอบอยู่ใน src/test ไม่ใช่ src/androidTest
ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งใน AndroidX แล้ว
เครื่องมือสำหรับทดสอบ
ภายนอก
ภายใน
หัวใจของการทำการทดสอบคือ…สามารถทำซ้ำได้
จริง ๆ ก็มีการทำ Workshop ด้วยการพาเขียนโค้ด แต่ผมขอไม่ลงรายละเอียดแล้วกันนะครับ เดี๋ยวมันจะยืดยาวไปมากกว่านี้
]]>พอดีตอนนี้ผมหัดทำ เน้นอีกครั้งว่า หัดทำ Automate Testing บน Android อยู่ครับ
เรื่อง Unit Testing ขอข้ามไปก่อน มาทำ UI Testing เลย (ในที่นี้ใช้ Espresso ในการทดสอบนะครับ)
ทำไป ๆ ก็มาเจอปัญหาว่า Title ของ AlertDialog กับ ปุ่ม PositiveButton (หรือจะเป็นปุ่ม NegativeButton ก็ได้) มันดันเป็นข้อความเดียวกัน ตามรูปข้างบน (ตามหลัก UX แล้ว ปุ่มมันควรเป็นการกระทำ ไม่ใช่ “ตกลง” นะครับ)
จะอ้างอิงจาก ID เหมือน view อื่นก็ไม่ได้
จากการเสิร์ช ได้โค้ดมาประมาณนี้
onView(withText(R.string.logout))
.inRoot(RootMatchers.isDialog())
.check(matches(isDisplayed()))
.perform(click());
ต่างจากการหา View ปกติตรงที่เพิ่ม
.inRoot(RootMatchers.isDialog())
กับ
.check(matches(isDisplayed()))
เข้าไป แต่ก็ยังเจอ Error ว่า…
androidx.test.espresso.AmbiguousViewMatcherException: 'with string from resource id: <2131689606>[logout] value: ออกจากระบบ' matches multiple views in the hierarchy.
Problem views are marked with '****MATCHES****' below.
View Hierarchy:
+-------->DialogTitle{id=2131230775, res-name=alertTitle, visibility=VISIBLE, width=814, height=71, has-focus=false, has-focusable=false, has-window-focus=true, is-clickable=false, is-enabled=true, is-focused=false, is-focusable=false, is-layout-requested=false, is-selected=false, layout-params=android.widget.LinearLayout$LayoutParams@99bb5a5, tag=null, root-is-layout-requested=false, has-input-connection=false, x=63.0, y=47.0, text=ออกจากระบบ, input-type=0, ime-target=false, has-links=false} ****MATCHES****
|
+-------->AppCompatButton{id=16908313, res-name=button1, visibility=VISIBLE, width=276, height=126, has-focus=false, has-focusable=true, has-window-focus=true, is-clickable=true, is-enabled=true, is-focused=false, is-focusable=true, is-layout-requested=false, is-selected=false, layout-params=android.widget.LinearLayout$LayoutParams@47c9cb8, tag=null, root-is-layout-requested=false, has-input-connection=false, x=632.0, y=11.0, text=ออกจากระบบ, input-type=0, ime-target=false, has-links=false} ****MATCHES****
สังเกตเห็นอะไรมั้ยครับ ตรงที่เป็น Title
is-clickable=false
แต่ตรงที่เป็นปุ่ม
is-clickable=true
ดังนั้นเราต้องเพิ่มเงื่อนไขอะไรเข้าไปหน่อย ด้วยคำสั่ง allOf (คือต้องตรงตามเงื่อนไขในนี้ทุกอย่าง) ตามนี้ครับ
onView(allOf(withText(R.string.logout),isClickable()))
.inRoot(RootMatchers.isDialog())
.check(matches(isDisplayed()))
.perform(click());
แค่นี้ก็ Test ได้แล้วครับ…น้ำตาจะไหล
]]>วันนี้ก็ขอมาพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากงาน Google I/O Extended Bangkok ที่จัดที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ครับ
ไม่พูดมาก เริ่มเลยดีกว่า เจ็บคอ (ทำไมต้อง Aggressive เบอร์นี้)
เปิดตัวด้วยคลิป The Story of An Idea – Google I/O 2017
สไลด์อยู่นี่นะครับ https://www.slideshare.net/akexorcist/whats-new-in-android-p-io-extended-bangkok-2018
Build.SERIAL ออกแล้ว ใช้ Build.getSerial() แทน
slide อยู่ที่ facebook.com/thekhaeng.io
.navigate() เท่านั้นstartActicityWithResult()
นอกจากนี้ยังมี Session อื่น ๆ ที่ห้อง Playhouse – Breakoutroom อีกครับ แต่ผมไม่ได้เข้า หัวข้อก็ประมาณนี้
ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้นะครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบ ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
แต่ก่อนที่จะจากกัน ขอทิ้งท้ายด้วยวิดีโอที่พี่ตี๋เปิดตอนท้ายงานด้วยครับ
ปล. จริง ๆ มีอีก 1 Session ที่ผมไม่ได้กล่าวถึงคือ Advanced Topics (D8/R8-Nitrogen-ART) – Inaki Villar เพราะว่า Session นี้ผมออกไปหาขนมกิน + ชาร์จแบตโน้ตบุ๊กครับ
]]>สำหรับงานนี้ ตามชื่อเลย คืองานสัมมนาเกี่ยวกับ Android และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
จริง ๆ ปีที่แล้วก็ไปงานนี้มาครับ แต่ไม่ได้เขียนบล็อก ตอนแรกก็ว่าจะเขียน แต่…นาน ๆ ไปแล้วลืม เลยไม่เขียนซะงั้น
พอมาปีนี้ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเขียน เลยโน้ตลงในนี้เลย จบงานปุ๊บ Publish ปั๊บ
(แต่เอาจริง ไม่ได้จบปุ๊บ Publish ปั๊บ เพราะมันเละเกิน ขอเกลา + ใส่รูปสักนิดสักหน่อยก่อนละกัน)
สำหรับงานนี้จัดที่ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 Siam Square One
เมื่อเข้ามาที่งาน เราก็ตรงไปที่จุดลงทะเบียนกันเลย
การลงทะเบียนก็ไม่ยาก เอา QR ที่ได้รับในอีเมลไปสแกนที่แท็บเล็ตที่อยู่โต๊ะลงทะเบียน หรือไม่ก็จะมีสต๊าฟเดินมาเอามือถือสแกนให้เลย
เสร็จแล้วก็ไปเดินหาป้ายชื่อของเรา โดยเขาจะเรียงไว้ตามตัวอักษรแล้ว หาไม่ยาก
จากนั้นก็ไปเอาเสื้อ…ปีนี้เสื้อก็ยังสวยเหมือนเดิม
(ที่มุมด้านขวา มี Figure Android ขายด้วย แต่ปีที่แล้วโดนไปหลายตัว ปีนี้เลยปิดตากลั้นใจเดินผ่าน)
เวลาประมาณ 10 โมงนิด ๆ เราก็เดินขึ้นไปที่โรงละคร งานวันนี้มีคุณ Jiraporn Kuhakan เป็นพิธีกรนะครับ
เปิดงานด้วยการพูดถึงหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในช่วงนี้โดย CEO บ. Appi คุณวิทยา (ไม่ชินกับการเรียกเพื่อนแบบเป็นทางการแบบนี้)
แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ Faster โดยคุณเอก และ Smaller โดยคุณตี๋
ทำยังไง ให้ทำงานบน Android Studio ได้เร็วขึ้น
ทำให้ APK มีขนาดเล็กลง
App size is a user Cost
พี่นู๋เนยกล่าว
$ ./gradlew app:dependencies ) ไอ้ play-services นี่ตัวดีเลย เลือกใช้เท่าที่จำเป็นresConfigs 'en', 'th' เข้าไป ใน defaultConfigminifyEnabled true และ shrinkResources true ใน buildTypes release ไม่พอยังต้องใส่ -optimize ให้ proguard-android.txt ด้วย กลายเป็น proguard-android-optimize.txt
มีข้าวกล่องหลายอย่างให้เลือกหยิบกัน
Cloud Firestore เป็นบริการ Realtime Database นึงบน Firebase
โดยใน Session นี้ คุณ Kalyan Reddy ให้เราทำ workshop แอปหาร้านอาหารที่ใช้ฐานข้อมูลที่อยู่บน Cloud Firestore ตาม https://codelabs.developers.google.com/codelabs/firestore-android/
Exoplayer เป็น Open Source Library สำหรับเล่น Media ต่าง ๆ บน Android มีฟีเจอร์เยอะมากกกก ไปหาดูเอาในเว็บของ ExoPlayer เอง
แล้วมันต่างจาก MediaPlayer ธรรมดายังไง
ExoPlayer ถูกใช้ในแอปของ Google หลายตัว ไม่ว่าจะเป็น Youtube หรือ Photo และแอปของหลายที่ก็ใช้ Library นี้
นอกจากนี้ยังพูดถึงการเขียนโค้ดเพื่อเรียกใช้งาน Library และการ Hanlde State ต่าง ๆ อีกด้วย
และยังพูดถึงการ custom หน้าตาของ player
พูดถึงการเล่นแบบ Streaming และการใช้งานแบบ Background Service
และยังแนะนำ Project ที่น่าสนใจที่นำ Exoplayer มาปรับแต่ง
สไลด์ https://speakerdeck.com/codingdoug/connect-your-android-things-with-firebase-devfestmn
อ่านเพิ่มเติม https://medium.com/@Malinskiy/android-ci-with-kubernetes-684713a83eec
(บอกตามตรงว่า Session นี้รัว, เร็ว และเรื่องเฉพาะทางมาก เลยแทบได้มาแค่หัวข้อบนสไลด์)
พูดถึงแนวคิดในการเปลี่ยนมาใช้ Kotlin เพราะการใช้ Kotlin มันเขียนโค้ดน้อย แต่ได้ผลเยอะ ไม่ต้องมี Boilerplate อะไร ก็สามารถใช้งานได้เหมือนเดิม (เปรียบเทียบกับโค้ดในภาษาก่อนหน้า)
นอกจากนี้ยังพูดถึงการใช้ High-Order Funtions (Funtion ที่รับ Function เป็น parameter หรือ return เป็น function) ในการทำ Testing ด้วยการนำมาห่อ Espresso อีกที (เป็น Library ชื่อ Kakao)
การเปลี่ยนมาใช้ Kotlin ไม่ได้ทำให้เวลาในการ Build ลดลง ไม่ได้ทำให้ขนาดของ APK ลดลง และไม่ได้ทำให้จำนวน Method ลดลง
การเปลี่ยนมาใช้ Kotlin ทำให้การเขียน Data Class ง่ายขึ้นมากกกกกกกก ไม่ต้องเขียนไรเลยยยยยยย แค่ชื่อ Class และ Attribute จบแค่นี้…ง่ายเกิ๊นนนนนน
โชว์ตัวอย่างโค้ดที่เปลี่ยนจาก JAVA อันแสนยืดยาว มาเป็น Kotlin ที่เหลือสั้นกระจึ๋งเดียว
เห็นอย่างนี้แล้ว…มีหรือจะไม่เปลี่ยนมาใช้ Kotlin
นิยาม Artificial Intelligent ,Machine Learning, Neural Network
ML + Mobile Use Cases
Less Traffic & Faster Response
TensorFlow Mobile vs Lite
From Training to App
ขนาดของ APK หลังใช้งาน Tensorflow
ใช้ Bazel ในการ Build ด้วย Android Studio
มีตัวอย่าง 3 อัน TF Classify, TF Detect และ TF Style
TF เขียนด้วย C++
มีของ iOS ด้วย
Raspberry Pi ก็มี
Codelab : https://codelabs.developers.google.com/codelabs/tensorflow-for-poets/#0
ก็หมดไปแล้วสำหรับ Session ที่ผมได้เข้าฟังในงานนี้ แต่จริง ๆ ยังมี Codelab ของ Firebase อยู่ที่ข้างนอกโรงละครด้วย แต่ผมไม่ได้เข้าร่วมครับ เห็นว่าใครทำผ่านได้รับ เสื้อ และของที่ระลึกด้วย
หลังจบงานก็มี After Party ด้วย มีขนมปัง ขนมจีบ ซาลาเปา พร้อมกับเสียงเพลงจาก DJ Paka ด้วย (จริง ๆ มีอย่างอื่นด้วย แต่ขออุบไว้ละกันว่าคืออะไร)
ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ครับ สำหรับใครอยากเข้าร่วมปีหน้า หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม คลิ้กที่นี่เลยยยย >>> https://android.wi.th/bangkok/
]]>ประเดิมโพสท์แรกของปีด้วยบันทึกการไปทำงานและเที่ยวที่เชียงราย และ พะเยา ในวันที่ 11-16 มกราคม ที่ผ่านมานี้นะครับ (คราวนี้มาเร็วแฮะ)
ขอออกตัวตรงนี้เลยว่าโพสท์นี้อาจจะไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหนเยอะนะครับ เพราะผมไปทำงาน ส่วนเรื่องเที่ยวนี่เป็นของแถม (จริง ๆ นะ สาบานได้)
เริ่มเลยดีกว่า
สำหรับโพสท์นี้ ผมจะไม่เล่าเรื่องเรื่อย ๆ ว่าวันไหนไปทำอะไรที่ไหนตอนกี่โมงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมานะครับ ผมจะขอเจาะเป็นที่ ๆ เรียงตามลำดับที่ไปเลยละกัน (ยกเว้นบางที่ที่มีย้อนกลับมาซ้ำรอบ 2) เพราะบางวันทำแต่งาน ไม่ได้เที่ยวไหนเลย แล้วนี่ก็บล็อกเกี่ยวกับการเที่ยวเนาะ ไม่อยากพูดถึงเรื่องงานเท่าไหร่ คงไม่มีใครอยากฟังหรอก
ก่อนอื่น เริ่มที่…
การเดินทางในครั้งนี้ เราเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินครับ คาดว่าถ้าเรานั่งรถตู้หรือรถทัวร์กัน กว่าจะถึงเชียงรายคงไม่มีแรงทำงานกันต่อแน่ ๆ
เราเลือกบินไฟลท์ 7.30 น. ครับ ไปถึงที่ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงรายเวลา 8.45 น. ของสายการบินนกแอร์ครับ
ส่วนขากลับ ผมกลับไฟลท์ 21.30 จากท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ถึงดอนเมือง 22.45 ครับ แต่เอาเข้าจริง เลื่อนเป็น 22.05 แทนซะงั้น
ในการจองตั๋วเครื่องบินของเราในครั้งนี้ เราก็ไม่ลืมที่จะจองกับ Traveloka เช่นเคย
ไปทำงาน เราก็จองตั๋วกับที่นี่ได้นะ ไม่ใช่ว่าจะจองไปเที่ยวได้อย่างเดียว
จิ้มแรง ๆ เลย ไม่ต้องกลัวเจ็บ >>> เปิดวาร์ป
วันที่ผมเดินทาง ฟ้าครึ้ม เมฆเยอะ แต่พอเครื่องบินขึ้นมาเหนือเมฆแล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนบินอยู่เหนือขั้วโลกที่ข้างล่างมีแต่ภูเขาน้ำแข็งเลย
เมื่อเราถึงเชียงรายแล้ว…กองทัพต้องเดินด้วยท้อง (ตอนอยู่ดอนเมืองก็ฟาด Burger’s King ไปแล้วนะ)
เนื่องด้วยพี่ที่ไปด้วยอยากกินลาบ บอกว่ามาเมืองเหนือทั้งที ต้องหาอาหารเหนือกิน…แต่เช้าเกินไป ไม่มีร้านลาบเปิด เราเลยมาลงเอยกันที่ร้าน…
ร้านนี้อยู่แถว ๆ มหาวิทยาลัยแม้ฟ้าหลวงครับ มีหลากหลายเมนูให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น ข้าวขาหมู, ข้าวหมูแดง, ข้าวหมูกรอบ, ข้าวหน้าเป็ด, ข้าวมันไก่, ก๋วยเตี๋ยว หรือ ผัดไท
ของผมสั่งข้าวขาหมูไม่หนัง หน้าตาก็จะประมาณนี้
แต่ถ้าสั่งแบบธรรมดา จะได้ประมาณนี้
ดูน่ากินขึ้นแฮะ…
สำหรับเรื่องรสชาติ ถ้ากินแค่ตัวน้ำราดอย่างเดียว ผมว่าหอม อร่อย รสชาติกลมกล่อม แต่ถ้ากินข้าวและหมู ผมว่ามันยังจืดไปหน่อย
ราคา จานละ 45 บาท
ร้านนี้แนะนำมาโดยเจ้าถิ่นครับ ตอนได้ยินชื่อร้านนี้ครั้งแรก…ด้วยความที่เรียนมาสายวิทย์-คณิต รูปกราฟ y=x2 ลอยขึ้นมาในหัวเลยทีเดียว แต่ที่ร้านกลับไม่มีรูปกราฟนี้แฮะ เอ๊ะ…หรือมีแต่ตาเซ่อหาไม่เจอ
ร้านนี้อยู่ระหว่างทางก่อนถึงแม่จันครับ หาไม่ยาก อยู่ติดถนนเลย มีกล่องแดง ๆ แบบรูปข้างล่างนี้ตั้งอยู่
ผมชอบการตกแต่งของร้านนี้ มีมุมให้ถ่ายรูป นั่งเล่นชิลล์ ๆ เยอะดี ถ้าไม่ติดว่ามีงานต้องไปทำต่อ คงจะขอนั่งที่ร้านนี้ยาว ๆ
ผมสั่ง คาปูชิโน่เย็น หวานน้อยครับ แล้วก็ได้หวานน้อยในแบบที่ต้องการจริง ๆ น้ำตาจะไหล (บางร้านสั่งหวานน้อยนี่ต้องเสี่ยงดวงเอา ว่าจะยังหวานอยู่ หรือจืดชืดจนเหมือนน้ำล้างแก้ว) ราคาแก้วละ 75 บาท (ถ้าจำไม่ผิด เพราะไม่ได้จ่ายเอง เลยจำราคาไม่ได้) อร่อยดี ชอบ ๆ
นอกจากเมนูเครื่องดื่ม ยังมีเมนูอาหาร พวกสปาเกตตี้,สลัด และ ไส้กรอก(ใน WONGNAI มีคนบอกว่าเด็ด) หรือเบเกอรี่ ไม่ว่าจะเป็น เค้กต่าง ๆ , พาย หรือ ชูครีม ฯลฯ ซึ่งเมนูพวกนี้ไม่รู้ว่ารสชาติเป็นไง เพราะไม่ได้ลอง แต่พอเพื่อนเห็นว่าเช็คอินที่ร้านนี้ มันฝากซื้อครัวซองท์ซะงั้น
นอกจากจะกระโดดจากของกินมาที่เที่ยวแล้ว เรายังกระโดดมาไกลถึงเชียงแสน อยู่ใกล้ ๆ กับสามเหลี่ยมทองคำกันเลยทีเดียว (บอกแล้วว่าเราจะไม่พูดถึงเรื่องงาน)
สำหรับชื่อ “ล้านตื้อ” นั้น จากการหาข้อมูลเขาบอกว่า….
“ตื้อ” เป็นมาตรวัดของชาวล้านนา หมายถึง โกฏิ (ที่มา)
ซึ่ง “โกฏิ” หมายความว่า สิบล้าน (อ้างอิง)
ดังนั้น… ล้านตื้อ จึงหมายถึง ล้านสิบล้าน เอ้า…งง… เขาน่าจะหมายถึงว่าใหญ่มาก หนักมากล่ะมั้ง
อันนี้เขาหมายถึงพระล้านตื้อองค์จริงนะครับ ซึ่งตามตำนานเขาบอกว่าจมอยู่ในแม่น้ำโขงบริเวณหน้าสถานีตำรวจเชียงแสน
ส่วนองค์ที่เราเห็นนี้เป็นองค์จำลอง แต่ก็ใหญ่ใช่ย่อยแฮะ (พระพุทธนวล้านตื้อ = พระพุทธล้านตื้อองค์ใหม่ (นว = ใหม่ (นี่บล็อกสอนภาษาไทยหรอ)))
องค์จำลองนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี 2547 เนื่องในมหามงคลสมัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2547 โดยประทับอยู่บนเรือแก้วกุศลธรรม
ส่วนชื่อ พระเชียงแสนสี่แผ่นดิน นั้น…ผมลองหาข้อมูลแล้ว แต่ไม่พบที่มาที่แน่นอน แต่คาดว่าน่าจะเป็นเพราะพระรัศมี(ส่วนที่อยู่บนยอดสุดของเศียรพระ บางทีก็เป็นเปลวบ้าง เป็นดอกบัวตูมบ้าง)ขององค์พระจริงถูกพบก่อนปี 2446 ซึ่งอยู่ในช่วงรัชสมัยของ ร.5 แล้วตอนที่สร้างองค์พระนี้อยู่ในรัชสมัยของ ร.9 เขาเลยตั้งชื่อให้มีคำว่า “สีแผ่นดิน” เพื่อบ่งบอกว่าพระองค์นี้อายุ 4 รัชกาล(อ้างอิง) (เดาล้วน ๆ เลยครับ อย่าเอาไปอ้างอิงนะครับ)
ที่หน้าองค์พระ มีรอยพระพุทธบาทจำลองด้วย เห็นคนมาตั้งเหรียญกันเยอะมาก ไม่รู้ว่าความเชื่อนี้มาจากไหนกัน
นอกจากนี้ยังมีตุง(ธง) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ อยู่แถวนั้นด้วย
โดยข้างหน้าตุงนั้นจะมีอนุสาวรีย์พญาแสนภูตั้งอยู่ด้วย ซึ่งพญาแสนภูนี้เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 3 ของราชวงศ์มังราย ครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 1868 เป็นผู้ฟื้นฟูให้เชียงรายยิ่งใหญ่และสวยงาม (อ้างอิง)
นอกจากอนุสาวรีย์พญาแสนภูแล้ว ตรงกลางระหว่างตุงทั้ง 2 (จริง ๆ ต้องเป็น 6 สิ) ยังมีรูปปั้นช้างตัวใหญ่ 2 ตัว ให้คนขึ้นไปถ่ายรูป หรือลอดท้องช้างเพื่อความเป็นศิริมงคลได้อีกด้วย
เราเจอร้านนี้จากการหาข้อมูลร้านอาหารแถวเชียงแสนในอินเตอร์เน็ทครับ โจทย์คือ “หาข้าวกินที่ร้านริมน้ำโขง”
แต่พอขับไปถึง…เอ๊ะ ร้านไม่ได้อยู่ติดแม่น้ำโขงนี่หว่า เลยลองขับไปหาร้านใหม่เรื่อย ๆ จนไปถึงองค์พระเชียงแสน แต่ไม่เจอร้านที่ถูกใจ เลยแวะไหว้องค์พระก่อน แล้วหาข้อมูลกันอีกรอบ
แต่พอดูในแอป WONGNAI ร้านนี้ได้เรทติ้งสูงสุด เราเลยวกกลับมาที่ร้านนี้อีกรอบ
ก่อนพูดถึงอาหาร ขอพูดถึงบรรยากาศของร้านก่อน
ร้านนี้ให้อารมณ์เหมือนนั่งกินข้าวอยู่บ้านสวน(สมชื่อจริง ๆ )ที่มีลมพัดอยู่ตลอดเลย แล้วยิ่งตอนที่ผมไปอุณหภูมิประมาณ 13 องศา…หนาวเกิ๊นนนนนน
ขอพูดถึงอาหารกันบ้าง วันนั้นเราสั่ง ลาบปลาทอด, ผัดฉ่าปลาบึก, กุ้งแช่น้ำปลา, แกงแคไก่, หลนเต้าเจี้ยว, ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ แล้วก็ต้มยำปลาบึก (ถ้าจำไม่ผิด)
สำหรับข้าวสวยร้านนี้จะเป็นข้าวเจ้าผสมข้าวกล้องนะครับ (รึเปล่า…)
นั่งหนาวรออยู่ไม่กี่อึดใจ (สั่งแค่น้ำเปล่า ไม่ต้องสั่งน้ำแข็ง น้ำก็เย็นอยู่แล้ว) อาหารก็ทยอยมารัว ๆ ได้อาหารเร็วมาก และต่อเนื่องกันดีด้วย ชอบตรงนี้นี่แหละ
สำหรับอาหารแต่ละอย่าง ขอบอกว่า อร่อยมาก แซบมาก ขนาดผมเป็นคนไม่ชอบกินเผ็ด แต่อาหารที่นี่มันเผ็ดแบบอร่อย
ยิ่งกุ้งแช่น้ำปลา ร้านนี้จะไม่ราดน้ำมาเลยนะครับ เขาจะแยกน้ำมาให้เราตักราดเอาเอง ซึ่งน้ำราดนี่แซบมากกกกก แต่ก็อร่อยมาก ดีงาม อยากกลับไปกินอีก
(ที่ถ่ายรูปมาไม่ครบไม่ใช่อะไร หิวมาก ตอนนั้นอยากกินแล้ว ไม่อยากถ่ายแล้ว ขอโทษด้วยครับ ที่ปล่อยให้ความหิวอยู่เหนือหน้าที่)
พอเรากินอาหารกันเสร็จ เขาก็เสิร์ฟกล้วยไข่ให้ 1 หวีระหว่างที่รอเช็คบิล
ตอนแรกแต่ละคนก็อิดออดไม่ค่อยอยากกินเท่าไหร่ เพราะอิ่มกันมากแล้ว แต่พอมีคนนึงกินแล้วบอกว่ากล้วยอร่อยมาก เอาไปเอามากล้วยหมดหวีอย่างรวดเร็ว
ยังไม่พอ…ยังขอเขาอีก 1 หวีกลับไปกินต่ออีก
(กล้วยร้านนี้อร่อยจริง แนะนำเลย)
สรุปว่าร้านนี้ดีงามมาก ติดแค่ไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำใครผ่านมาแถวนี้ แนะนำให้แวะนะครับ
มาถึงที่พักที่แรก และที่เดียวของโพสท์นี้ (อ่านไปเรื่อย ๆ นะครับ แล้วจะรู้ว่าทำไมพูดถึงที่พักแค่ที่เดียว)
สำหรับโรงแรมนี้ อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่จันประมาณ 10 กิโลเมตร แต่อยู่ใกล้ทางไปดอยตุง
คนที่จัดการเรื่องที่พักเขาบอกว่า ที่นี่ถูกและโอเคสุดในย่านนี้แล้ว
แต่เจ้าถิ่นเขาแนะนำว่า พักในตัวเมืองเชียงรายเลยก็ได้ ระยะทางต่างจากที่นี่ประมาณ 10 กว่าโล แต่มีนู่นนี่เยอะกว่า (ที่กิน ที่เที่ยวงี้)
สำหรับโรงแรมนี้ หาไม่ยากครับ อยู่ติดถนนพหลโยธินเลย
และเนื่องจากมันติดถนนใหญ่ และตัวห้องค่อนข้างอยู่ติดถนน ทำให้โรงแรมนี้จะได้ยินเสียงรถวิ่งไปมาดังพอสมควร (แต่เอาจริง ๆ มันไม่เป็นปัญหาสำหรับผมนะ ผมชินแล้ว)
โรงแรมนี้มีสระว่ายน้ำด้วย อยู่กลางโรงแรมเลย…แต่อุณหภูมิ 13 องศา ผมขอบายนะครับ
สำหรับห้องพัก ผมว่าโอเคเลย สะอาด ขนาดกำลังพอดี รูปลั๊กเยอะพอสมควร (เหมาะกับคนไอที ที่มีอุปกรณ์ต้องชาร์จแบตหลายอัน)
อีกอย่างที่ผมชอบคือ วิวหลังห้อง… คือข้างหลังของที่นี่เป็นทุ่งนาครับ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้านเลย แต่เสียดายตอนนี้ไม่มีต้นข้าวเขียว ๆ แล้ว เลยเป็นตามรูปข้างล่างนี้ครับ
อ้อ…ที่นี่ไม่มีอาหารเช้าให้นะครับ แถมแถว ๆ นั้นก็ไม่มีร้านค้า ร้านอาหารอะไรให้หาซื้อกินได้ แต่มีชา กาแฟ ขนม คอยให้บริการอยู่ข้างเคาเตอร์รีเซปชัน
สำหรับที่นี่ผมโอเคเลย อาจจะติดหน่อยที่แถวนั้นไม่มีร้านสะดวกซื้อให้ลงไปซื้อขนมมากินตอนดึก
เนื่องจากที่พักไม่มีอาหารเช้าให้ เราเลยเลือกที่จะไปหาของกินกันที่ตลาดเช้าแม่จันกัน
ตลาดเช้าแม่จันหาไม่ยาก(อีกแล้ว) เปิด Google Maps แล้วตามไปได้ (เดี๋ยว ๆ แบบนี้ก็ได้หรอ)
ตลาดเช้าที่นี่ก็เหมือนตลาดสดทั่วไป มีของสด ของแห้ง หรืออาหารปรุงสุก รวมถึงข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในครัวเรือน
มีของที่รู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้างขายอยู่เยอะแยะเลย แต่ไปสะดุดตากับของกินอย่างนึง รูปร่างคล้าย ๆ วุ้นที่เขาตัดขายในถาดเป็นชิ้นเหลี่ยม ๆ แต่มันไม่ใช่วุ้น มันสีเหมือนแกงเผ็ด มีชิ้นเนื้อหมูอยู่ด้วย
หน้าตาประมาณนี้
จากการสอบถามคุณป้าคนขาย สิ่งนี้เรียกว่า “แกงหมูกระด้าง” ครับ มันคือแกงหมูที่ผ่านการแช่เย็นมา
สาเหตุที่มันแข็งได้ เพราะมันมีส่วนประกอบของเจลาตินที่มาจากเอ็นเยอะ พอมันเจออากาศเย็นมันเลยแข็งตัวแบบนี้
คาดว่าน่าจะเป็นอาหารยอดฮิตของที่นี่นะครับ เพราะตอนที่ผมไปก็เห็นว่าป้าเขาขายไปหมดเกินครึ่งถาดใหญ่แล้ว
จากปากคนเจ้าถิ่น พี่เขาบอกว่า โดยปกติคนที่ซื้อไปเขาจะกินทั้ง ๆ เย็นแบบนี้เลย แต่บ้านพี่เขาจะเอาไปอุ่นก่อนค่อยกินครับ
แต่ผมไม่ได้ลองนะครับ ว่ารสชาติเป็นยังไง ใครเคยกินช่วยบอกทีว่าอร่อยมั้ย
กลับมาที่เรื่องข้าวเช้าของเราต่อ…หลังจากที่เดินสักพัก จนถึงโซนอาหารปรุงสุกแล้ว ก็จะเจอพวก หมูปิ้ง โจ๊ก อะไรพวกนี้ แต่ไม่มีที่นั่งกินนี่สิ เราเลยจำเป็นต้องกลับไปร้านอาหารร้านนึง ที่เราเล็งกันไว้ก่อนที่จะถึงที่นี่ ซึ่งเดี๋ยวจะพูดถึงอีกทีในหัวข้อถัดไป
แต่ขอพูดถึงสิ่งนี้ก่อน…ผมเห็นตอนเดินเข้ามาครับ ปกติเขาจะไม่วางกันแบบนี้ เห็นว่าแปลกดี เลยถ่ายรูปมา นั่นคือ….
หลังจากที่เราล้มเหลวในการหาข้าวเช้ากินกันที่ตลาดเช้าแม่จัน เราก็เดินย้อนกลับไปร้านนึงที่สะดุดตาตอนที่เราเข้ามา
ตอนแรกเห็นเป็นร้านกาแฟ แต่มีอาหารขายอยู่ด้วยแฮะ
สำหรับที่นี่มีอาหารไม่กี่ชนิดครับ วันที่ผมไปมี ขนมจีนน้ำเงี้ยว, แกงเขียวหวาน(จะราดข้าวหรือขนมจีนก็ได้), ขนมจีบ แล้วก็อะไรอีกนี่แหละ จำไม่ได้ แต่ออกแนวข้าวแกง
แต่ผมไปสะดุดตาอาหารอย่างนึง (ทำไมเอ็งสะดุดตาบ่อยจังวะ) ตอนแรกเห็นห่อใบตอง นึกว่าเป็นขนมเทียนอันใหญ่ แต่พอแกะออกมา เฮ้ย ทำไมเป็นข้าว เหมือนข้าวต้มมัด + บ๊ะจ่าง
แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งนี้เรียกว่า “ข้าวกั๊นจิ้น” ครับ
เขาจะเสิร์ฟมาพร้อมกับโรยกระเทียมเจียว, แตงกวา, ต้นหอม และผักอะไรสักอย่าง
สำหรับข้าวกั๊นจิ้นนั้นก็คือข้าวสวยที่ผสมกับเนื้อหมูสับและเลือดหมูแล้วห่อใบตองแล้วไปนึ่งครับ
ซึ่ง “กั๊นจิ้น” แปลว่า คั้นชิ้น ซึ่ง ไอ้คำว่า “จิ้น” เป็นภาษาเหนือ แปลว่าเนื้อ (ถ้าออกเสียงแบบภาษากลาง ก็คือ “ชิ้น” แต่ถ้าออกเสียงแบบอิสานจะเป็น “ซิ้น”)
มันคั้นตรงไหน…ก็ตอนที่ผสมคลุกเคล้าให้ส่วนผสมต่าง ๆ มันเข้ากันนี่แหละครับ
ดูจากปริมาณแล้ว…ข้าวแค่นี้ไม่น่าอิ่ม ผมเลยสั่งขนมจีนน้ำเงี้ยวเพิ่มอีก 1 ถ้วยครับ
เขาใส่อะไรบ้างไม่รู้ล่ะ…รู้แต่ตอนสั่งผมบอกป้าคนขายว่า ขอเลือดเยอะ ๆ ครับ
อร่อยดี รสชาติกลมกล่อม เผ็ดนิด ๆ พอเป็นพิธี ยิ่งกินกับข้าวกั๊นจิ้น เข้ากันมาก ๆ ลำแต๊ ๆ (ป้าเจ้าของร้านมาบอกทีหลังว่า ต้องกินคู่กันแบบนี้นี่แหละ)
สำหรับขนมจีนน้ำเงี้ยวนี้ เขาบอกว่า แต่ก่อนเขาไม่ได้กินขนมจีนกับน้ำเงี้ยว เพิ่งจะประยุกต์มากินคู่กันเมื่อไม่นานมานี่เอง ซึ่งน้ำเงี้ยว เป็นอาหารของชาวเงี้ยว หรือชาวไทใหญ่ มีดอกงิ้วเป็นส่วนประกอบ (อย่าสับสนว่าคำว่าเงี้ยว มาจาก งิ้ว นะครับ) (อ้างอิง)
หลังจากกินข้าวเสร็จ หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน (เดี๋ยว ๆ ตั้งแต่เช้าเลยหรอ) ก็เลยสั่งกาแฟไป 1 แก้ว
ขอเป็นเมนูเดิมที่เคยสั่งที่ร้าน Parabola ละกัน จะได้เปรียบเทียบง่าย ๆ นั่นคือ คาปูชิโนเย็น หวานน้อย
โอ้โห…จิบไปคำแรก ตื่นเลย กาแฟเข้มข้น หอมอร่อยมาก
เห็นว่าที่นี่ใช้กาแฟอราบิก้า 100% ที่ปลูกบนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร และคั่วโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ
ใครชอบกาแฟเข้มข้น ๆ แนะนำให้สั่งเมนู “กาแฟแม่จัน” ที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านครับ เข้มจนต้องขอใส่นมเพิ่มกันเลยทีเดียว (คนที่สั่งเขาว่ามางี้)
กาแฟร้านนี้ดีดจริง ๆ กินตอนเช้า ตอนเย็นก็ยังไม่ง่วง แรงจนหลายคนบ่นว่าเมากาแฟกันเลยทีเดียว (ตกลงมันดีใช่มั้ย)
ระหว่างที่เรานั่งกินข้าวกันอยู่ ก็เจอพี่เจ้าถิ่นที่บังเอิญมากินข้าวที่ร้านนี้เหมือนกันพอดี
พี่เขาบอกว่าร้านนี้เป็นร้านดังของที่นี่ โดยเฉพาะเรื่องกาแฟ
ทำไมพวกเราตาถึงมาร้านดังโดยไม่รู้ตัวแบบนี้นี่
ต่อจากของคาว…ก็ต้องเป็นของหวาน
ร้านนี้มีของหวานหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย เช่น ข้าวต้มมัด(อันนี้ผมไม่ได้กิน แต่คนที่กินบอกว่าอร่อยดี), ขนมเปียกปูน หรือจะเป็นขนมฝรั่งหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นบานนอฟฟี่พาย, พานาคอตต้า, พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม และอีกหลาย ๆ อย่างให้เลือกซื้อกัน
ผมซื้อมากิน 2 อย่างครับ คือ บานนอฟฟี่พาย(ถ้ามีโอกาส ผมจะสั่งเมนูนี้เกือบทุกที่) กับ พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม
ขอเริ่มที่ บานนอฟฟี่พายก่อนเลยนะครับ
โดยรวมก็อร่อยดี ครีมหวานกำลังดี ส่วนที่เป็นครัสท์คุกกี้ข้างล่าง (ไม่ใช่คุกกี้เสี่ยงทายนะ) กรอบหอมช็อคโกแล็ต แต่ติดที่กล้วยที่เป็นจุดขายของบานนอฟฟี่พายมันยังไม่ค่อยหอมหวานเท่าไหร่
แต่ราคา 20 บาท ถือว่าคุ้มราคาอยู่
ต่อมาก็ พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม
คำแรกที่ตักเข้าปากเลย…หอมกลิ่นมะพร้าวมากกกกกกกกกก
แต่….หวานมากกกกกกก
รส และเนื้อสัมผัสของน้ำ คือเข้มข้นเกินราคา 25 บาทมาก
ส่วนตัวพุดดิ้งก็นุ่มกำลังดี ไม่เละไป ไม่แข็งไป
ใครชอบกินพุดดิ้ง อันนี้ผมแนะนำเลย แต่ถ้าไม่ชอบของหวาน ๆ อย่าได้เผลอหยิบมาเด็ดขาด แล้วจะหาว่าไม่เตือน
จบเรื่องของกิน มาดูบรรยากาศภายในร้านกันดีกว่า
ร้านนี้ตกแต่งสไตล์ย้อนยุคให้ความรู้สึกถึงยุค 80-90 ตอนที่เห็นของตกแต่งบางอย่าง…นี่มันของที่เคยเห็นตอนเด็ก ๆ เกือบทั้งนั้นเลยนี่หว่า แต่บางอย่างก็เก่าเกิน เกิดไม่ทันนะ
ตามผนังก็จะมีรูปเก่า ๆ ของบ้านเมืองเชียงรายประดับอยู่ บางรูปนี่แม่ผมยังไม่เกิดเลย
ร้านนี้มีที่นั่งและมุมต่าง ๆ มากมายหลายรูปแบบให้เลือกนั่งกันได้ตามใจชอบเลยครับ
ขอจบการรีวิวร้านนี้แต่เพียงเท่านี้…ก่อนที่จะไปทำงานสาย (นี่แค่แวะหาข้าวเช้ากินก่อนไปทำงาน ยังเขียนได้ยาวขนาดนี้)
หลังจากที่เราทำงานกันเหน็ดเหนื่อย เราก็มีเวลาว่างก่อนที่จะบินกลับกรุงเทพฯ กัน (คนอื่นนะครับที่กลับ ผมยังไม่กลับ) เราก็หาที่เที่ยวที่อยู่ระหว่างทางและไม่ไกลจากสนามบินมากนัก สุดท้ายก็มาลงเอยที่นี่
สำหรับที่นี่ เป็นบ้านที่ท่านอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์จิตกรรม ปี 2544 เคยอยู่อาศัยเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ มีผลงานที่ท่านอาจารย์ถวัลย์เคยสร้างสรรค์ไว้จัดแสดงอยู่มากมายตามอาคารต่าง ๆ ถึง 36 หลัง
ค่าเข้าชม 80 บาทถ้วน ราคานี้สำหรับทั้งคนไทยและต่างประเทศ
เนื่องจากมีเวลาจำกัด และมีค่าเข้าชม…เราเลยเกรงว่าเราจะใช้เวลาอยู่ข้างในไม่คุ้มค่า 80 บาท เราเลยเลือกที่จะไม่เข้าไปข้างใน ถ่ายรูปแค่ข้างหน้าพอ (แบบนี้ก็ได้หรอ)
แต่ไม่เป็นไร ผมเคยเข้าไปข้างในเมื่อปี 2556 แล้ว ขอเอารูปเก่าที่เคยถ่ายไว้มาโพสท์แล้วกันนะครับ แต่ขอไม่ลงรายละเอียด เพราะมันนานจนผมจำอะไรแทบไม่ได้แล้ว (ขออภัยที่รูปอาจจะแปลก ๆ หน่อย ตอนนั้นยังถ่ายรูปไม่ค่อยเป็น (ตอนนี้ก็ยังไม่เป็นเหมือนเดิม))
พอไม่ได้เข้าพิพิธภัณฑ์บ้านดำเราเลยมีเวลาเหลือ แต่ไม่รู้จะไปเที่ยวไหนเลยเลือกที่จะหาของกิน
ร้านนี้เป็นร้านดังแห่งนึงของเชียงราย
ร้านอยู่ริมแม่น้ำกกเลยครับ หาไม่ยาก(อีกแล้วหรอ) เสิร์ช Google ก็หาเจอ ถามคนแถวนั้นก็น่าจะรู้จักกันหมด แต่เวลาเข้าซอยไปแล้ว อาจจะเลี้ยวหลายทีหน่อยแต่มีป้ายบอกทางอยู่ไม่น่าหลงได้
จริง ๆ แล้วร้านนี้ผมมีโอกาสได้มาแวะ 2 ครั้ง ครั้งแรก ก่อนไปส่งคนอื่นกลับกรุงเทพ ครั้งที่สอง ก่อนผมกลับกรุงเทพ
ร้านนี้มีอะไรดี ถึงทำให้ผมมา 2 ครั้ง
อย่างแรกเลย คือ บรรยากาศดีมาก ยิ่งเจออากาศแบบนี้เข้าไปอีก หนาวววว…ไม่ใช่ละ
อากาศหนาว ๆ จิบโกโก้อุ่น ๆ ระหว่างชมวิวแม่น้ำกกตอนพระอาทิตย์ตก ไม่มีอะไรจะดีไปมากกว่านี้แล้วล่ะ
อย่างที่สอง คือ ขนมร้านนี้อร่อย จริง ๆ ร้านนี้มีอาหารขายด้วยนะครับ แต่วันที่ผมไปไม่ได้สั่งมากิน สั่งแต่เครื่องดื่ม กับ ขนม เลยไม่ขอพูดถึงอาหารนะครับ
ครั้งแรกที่ไปพวกผมสั่ง บานนอฟฟี่พาย, แอปเปิ้ล ครัมเบิ้ล, แมงโก้ชีสเค้ก, นิวยอร์คชีสเค้ก, เค้กมะพร้าว, ช็อคโกแล็ตขาวร้อนสูตรคุณตา, Mango Sago, Mint Lemonade and Ginger Ale (สะระแหน่+นำ้ผึ้ง+จิงเจอร์เอล(ในเมนูเขียนว่างี้)) และ สับปะรดภูแล+มะนาวปั่น
ครั้งที่สองพวกผมสั่ง บานนอฟฟี่พาย, แอปเปิ้ล ครัมเบิ้ล (2 อย่างแรกอร่อยจนต้องสั่งซ้ำ), ช็อคโกแล็ตขาวร้อนสูตรคุณตา แล้วก็ Piccolo Latte
ขอแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงขนม และ ช่วงเครื่องดื่มนะครับ
เริ่มที่ ขนม
บอกแล้วว่าเป็นเมนูที่ผมจะสั่งตลอดถ้ามีโอกาส และที่นี่ก็ไม่พลาดเช่นกัน แล้วยิ่งเห็นว่าเป็นเมนูแนะนำใน WONGNAI ผมยิ่งไม่อยากพลาด
บานนอฟฟี่พายของที่นี่จะแบ่งเป็น 5 ชั้น + ซอส
ชั้นบนสุดเป็นผงช็อคโกแล็ต กลิ่นหอม รสชาติเบา ๆ
ชั้นถัดมาเป็นครีมเนียนนุ่ม รสหวานเบา ๆ
ถัดมาเป็นกล้วยหอม หอมหวานกำลังดี ไม่ดิบไป ไม่สุกไป
ถัดมาเป็นมูสช็อคโกแล็ตรสชาติเข้มข้น ไม่หวานมาก แต่หอมกลิ่นโกโก้เข้มข้น
ชั้นล่างสุดเป็นแป้งคุกกี้ (จะไม่เล่นมุก คุ้กกี้เสี่ยงทายซ้ำเป็นรอบที่สองเด็ดขาด) กรอบกำลังดี หอมกลิ่นเนย แต่บางทีก็รู้สึกว่าบางไปนิด อยากได้หนากว่านี้หน่อย
และสุดท้ายคือซอสคาราเมลที่ราด หอมกลิ่นคาราเมล แต่มีบางคนบอกว่าหวาน แต่ผมว่ากำลังพอดี
สรุปเมื่อกินรวมกัน…ดีงามพระรามแปด อร่อยมาก ชอบ ๆ อยากกินอีก
สำหรับเมนูนี้ จะเสิร์ฟคู่กับไอศครีมวนิลลาครับ ขอพูดถึงตัวแอปเปิ้ล ครัมเบิ้ลก่อนนะครับ
ผมจะเรียงตามลำดับชั้นจากบนลงล่างเหมือนเดิมนะครับ
เริ่มที่ซอสวนิลลา…อันนี้หอมวนิลลาเบา ๆ กลิ่นไม่แรงมาก เหมือนเอาไว้ตกแต่งเป็นหลัก แต่ก็ดีครับ รสชาติจะได้ไม่ไปตีกันกับตัวไส้
ครัมเบิ้ล…กรุบ ๆ กรอบ ๆ หอมกลิ่นเนย
ไส้…ดีงามมาก แอปเปิ้ลหวานอมเปรี้ยวนิด ๆ ผสมกับกลิ่นของอบเชย รสชาติกำลังดี ไม่หวานจนเกินไป
แป้ง…กรอบกำลังดี ไม่แข็งไม่อ่อนจนเกินไป
กินรวมกันทั้งหมด ดีงามพระรามแปด
ส่วนไอศครีม น่าจะเป็นของที่ทางร้านทำเองนะครับ ไม่น่าจะใช้ไอศครีมแบบที่มีทั่วไปตามตู้ เพราะรสชาติไม่คุ้นเลย แต่อร่อยดีครับ กลิ่นวนิลลาหอมดี แต่ไม่หอมจนเกินไป และที่สำคัญคือไม่หวานมาก ยิ่งกินคู่กับแอปเปิ้ลครัมเบิ้ลนี่…เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม (ถ้าไม่มีค่ามากพอนะ)
สำหรับเมนูนี้…แบ่งเป็น 2 ชั้น กับ 1 ชิ้น ละกันนะครับ ไอ้ก้าน ๆ ช็อคโกแล็ตนั่นผมไม่ได้แตะ ไม่รู้ใครเอาไปกินก่อน
เริ่มที่ 1 ชิ้นบนสุด…ต่อนมะม่วง (เรียกชิ้นเหอะนะ ขอร้อง) จริง ๆ มันมี 3 ชิ้นเล็ก ๆ แต่ขอนับเป็น 1 ละกันนะครับ อาจจะเป็นเพราะมันอยู่นอกฤดูมะม่วง เลยไม่ค่อยโดนใจ Mango Lover อย่างผมเท่าไหร่ แต่ก็พอได้แหละ
ถัดลงมาเป็น ชีสเค้ก อร่อย หอมกลิ่นชีส และ กลิ่นมะม่วงผสมกันอย่างลงตัว กินได้เพลิน ๆ ไม่เลี่ยนเลย
ล่างสุดก็เป็นแป้งคุ้กกี้ (จริง ๆ เขาเรียกว่า “ครัสท์” แต่มันก็เหมือนกับคุ้กกี้มาบด ๆ อ่ะ) น่าจะเป็นอันเดียวกันกับของบานนอฟฟี่ แต่อันนี้จัดมาให้หนาเลย ถือว่าชดเชยให้บานนอฟฟี่ได้อยู่
เมื่อกินทุกอย่างพร้อมกันก็อร่อยเลย (ตั้งแต่กินมา มีอะไรไม่อร่อยบ้างเนี่ย)
สำหรับเมนูนี้ จะคล้าย ๆ กับ แมงโก้ชีสเค้ก แต่จะเป็นเลม่อนแทนมะม่วง นอกจากนี้ยังมีชั้นของมูสเลม่อนเพิ่มมาอีกชั้น
ไม่ขอพูดแยกชั้นนะครับ เพราะมันก็คล้าย ๆ กัน แต่อันนี้จะหอมกลิ่นเลม่อนพอสมควร
ถ้าถามว่าชอบอันไหนมากกว่ากัน ก็คงจะเป็น แมงโก้ชีสเค้กครับ ถึงแม้ว่ามะม่วงจะยังไม่ค่อยโดน แต่โดยรวมผมชอบมากกว่า สงสัยว่าต้องรอช่วงมะม่วงแล้วไปลองกินดูอีกที เผื่อมะม่วงที่เอามาวางบนหน้าจะอร่อยขึ้น
จริง ๆ เมนูนี้ก็ดีงามนะ ตัวเค้กนุ่ม ครีมหอม ใส้อร่อย แต่ผมเคยกินที่มันอร่อยกว่านี้อ่ะ เดี๋ยววันหน้าจะมารีวิวร้านที่เค้กมะพร้าวอร่อยให้อ่านกันอีกทีนะครับ
ครั้งแรกที่มาร้านนี้ ผมเห็นคนที่มาทำงานด้วยกันสั่งครับ พอมาครั้งที่สอง อากาศหนาว ๆ แล้วอยากหาของร้อน ๆ กิน ก็เลยลองสั่งเมนูนี้ครับ
ถ้าสังเกตที่รูปดี ๆ ตรงวิปครีมจะเห็นก้อนกลม ๆ ขาว ๆ อันนี้ผมเดาว่าจะเป็นไวท์ช็อคโกแล็ตนะครับ เพราะตอนที่ผมสั่งมา ไม่ทันได้กิน มัวถ่ายรูป แล้ววิปครีมมันละลาย ไอ้ก้อนนี้มันเลยหล่นลงไปข้างล่างก่อน
และถ้าดูที่รูปอีกที จะสะดุดกับก้านอบเชยอันใหญ่ เขาให้เอามาคนช็อคโกแล็ตครับ ใครชอบกลิ่นอบเชยมากก็คนนานหน่อย แต่ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องคนก็ได้ แต่ตอนที่ผมสั่งเอง ผมไม่ได้ก้านอบเชยแฮะ
พูดถึงรสชาติ เมนูนี้ค่อนข้างหวานพอสมควร ด้วยที่มันเป็นไวท์ช็อคโกแลต คือเป็นช็อคโกแลตผสมนม กลิ่นโกโก้จะไม่ค่อยแรงนัก นอกเหนือจากนี้ยังมีกลิ่นอบเชยอยู่อ่อน ๆ จิบตอนหนาว ๆ นี่ สุดยอดมาก (จะดีกว่านี้ ถ้ามันไม่หวานมากขนาดนี้)
ส่วนถ้าใครอยากกินดาร์กช็อคโกแลต จะมีเมนู”ช็อคโกแลตสูตรคุณย่า” ให้สั่งนะครับ
เมนูนี้ชื่อคุ้น ๆ … ใช่แล้ว เคยเจอตอนหาข้อมูลที่เที่ยวฮ่องกงในโพสท์ [Trip & Tips] วางแผนเที่ยวฮ่องกง 3 วัน 2 คืน ด้วยตัวเอง Feat. อากู๋ Part : 2/2
ในเมนู เขาเขียนอธิบายไว้ว่า มันคือน้ำมะม่วงปั่น ใส่เม็ดสาคู และกะทิเข้มข้น
แต่พอเอาจริง…แทบไม่รู้สึกถึงรสชาติของกะทิเลย
เม็ดสาคูก็แข็ง มะม่วงก็ไม่ใช่หน้ามันอีก
สรุปว่า…เมนูนี้ไม่ผ่านนะครับ
สำหรับเมนูอื่น…ผมไม่ได้กินครับ ผมเลยไม่ขอรีวิวว่ามันอร่อยมั้ยอะไรยังไง ลงแค่รูปแล้วกันนะครับ
สำหรับร้าน ชีวิตธรรมดา นี้ ผมว่าพวกเบเกอรี่นี่โอเคเลย แต่พวกเครื่องดื่มยังไม่โดนเท่าไหร่
ส่วนบรรยากาศร้าน ร้านนี้ตกแต่งแนวเหมือนบ้านฝรั่งเก่า ๆ (เคยไปหรอ…เปล่า เคยเห็นในหนัง) มีมุมต่าง ๆ ให้ถ่ายรูปเล่นพอสมควร รูปที่ถ่ายมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ ถ่ายเฉพาะบริเวณที่นั่งกิน ไม่ได้เดินสำรวจส่วนอื่นของร้านเลย ยังขาดอีกหลายมุม
ใครผ่านมาที่เชียงราย อย่าลืมแวะมาร้านนี้กันนะครับ แต่ถ้าไม่ได้มาแวะก็ไม่เป็นไรครับ ไม่ถือว่าผิดอะไร
วาร์ปมาที่พะเยาเลยนะครับ…เอ จริง ๆ น่าจะใช้คำว่า วาร์ปมาแถว มหาวิทยาลัยพะเยา น่าจะถูกกว่า
สำหรับร้านนี้น่าจะเพิ่งเปิดได้ไม่กี่ปี เพราะถามรุ่นน้องที่เรียนที่นี่จบปีการศึกษา 2559 มันไม่รู้จักร้านนี้ครับ เปิด Street View ชี้ตำแหน่งให้มันดู มันบอกว่าตรงนั้นเคยเป็นร้านเหล้า (ดูจากป้ายร้าน เขียนว่า Est.2016 ก็น่าจะตามนั้นแหละครับ)
ผมเจอร้านนี้จากการการเสิร์ชหาร้านกาแฟหน้า ม.พะเยา เพื่อนั่งรอน้องครับ
ร้านนี้ ผมก็มา 2 ครั้ง(อีกแล้ว)…ครั้งแรก มาเพราะเสิร์ชเจอ ครั้งที่สอง มาแบบไม่ตั้งใจ ตั้งใจจะไปร้านอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ ห้องน้อง (ได้จากการเสิร์ชหาอีกเช่นเคย) แต่ร้านนั้นปิดไปแล้ว เลยเดินมาร้านนี้อีกรอบ (ระยะทางประมาณ 950 เมตร ก็ยังเดินไปเนาะ)
รอบแรกที่ไป ไปถึงตอนเย็น ฝนตก อากาศหนาว เลยหาของอุ่น ๆ กิน นั่นก็คือ โกโก้ร้อน
โกโก้ร้อน ราคาแก้วละ 50 บาท เสิร์ฟมาพร้อมกับบิสกิต 3 ชิ้น
ตัวโกโก้เข้มข้นมาก และหวานมากด้วย ถ้าจะให้ดีควรสั่งหวานน้อย
ส่วนช้อนที่ให้มา แนวมาก และ กินยากมาก รู้สึกได้ว่าตอนตักกินจะหกมากกว่าเข้าปาก
ผมชอบโกโก้ข้น ๆ แบบนี้นะ แต่ติดที่มันหวานเกินไป สงสัยบิสกิตที่แถมมา จะเอาไว้กินแก้หวาน
ส่วนรอบที่สอง ผมไปตอนบ่าย ๆ อากาศหนาวเหมือนเดิม แต่เท่าที่หาข้อมูลมา เขาบอกว่าบิงซูมันม่วงร้านนี้เด็ด มีหรือจะพลาด
เมนูนี้ เขาเสิร์ฟวิปครีมแยกใส่อีกถ้วยครับ
บิงซูถ้วยละ 179 บาท อร่อยดี หอมกลิ่นมันม่วงเบา ๆ ไม่ต้องราดนมข้นเยอะก็อร่อยแล้ว
ส่วนวิปครีมก็หวาน ๆ เค็ม ๆ กินเพลิน ๆ อ้าว หมดซะงั้น
นอกจากเครื่องดื่ม กับ ขนม และ ของหวาน ร้านนี้ก็มีของคาวขายด้วยครับ แต่ผมไม่ได้สั่ง เลยขอข้ามส่วนนี้ไป (มาคิด ๆ ดู โพสท์นี้ไม่ค่อยมีของคาวเลย มีแต่ของหวาน)
ส่วนบรรยากาศร้าน แบ่งเป็น ในร้าน กับ นอกร้าน นะครับ
เริ่มที่ในร้านเลย คาดว่าเจ้าของร้านหน้าจะชอบการ์ตูนเรื่อง วันพีซ (One Piece) นะครับ เพราะของประดับตกแต่งร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าจากเรื่องนี้ทั้งนั้น แล้วก็มีตุ๊กตุ่นจากเรื่องอื่นบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ คนชอบของเล่นแบบผมเห็นแล้วอยากได้เลย
ส่วนเรื่องที่นั่ง ก็มีทั้งแบบโต๊ะเล็ก โต๊ะใหญ่ สามารถเลือกนั่งกันได้ตามสะดวกครับ
จริง ๆ มันมีอีกฝั่ง แต่ผมไม่ได้เดินไปทางนั้นนะครับ เลยไม่มีรูป
ส่วนข้างนอก จะมี 2 ส่วน คือ สวนหลังร้าน กับ โซนโต๊ะพูล(โซนนี้ไม่ได้ไป แต่เห็นได้จากรูปที่ถ่ายหน้าร้าน)
สวนหลังร้าน จะมีโต๊ะและเก้าอี้ตั้งอยู่หลายจุด มีกระโจมตั้งอยู่ด้วย ตามรูปข้างล่างนี้เลย
บรรยากาศดีมาก ถ้ามืดกว่านี้อีกนิด น่าจะถ่ายรูปสวยกว่านี้ แต่อากาศมันหนาว ผมอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว
ใครผ่านมาแถวม.พะเยา ลองแวะมาร้านนี้ได้ครับ เสิร์ชชื่อร้านใน Google Maps แล้วตามมาได้ (ใน Google Maps ชื่อร้านเป็น Charin Coffee แฮะ)
แต่ถ้าดู Street View จะไม่เห็นร้านนี้นะครับ แต่ไปตามหมุดที่ปักไว้ได้เลย ไม่หลงแน่นอน (แต่ทางในซอยแอบแคบนิดนึง)
ถึงที่นี่จะไม่ใช่ที่เที่ยว แต่ในเมื่อผมได้มารับจ็อบที่นี่ก็ขอพูดถึงหน่อยแล้วกัน (มาถ่ายรูปรับปริญญาครับ (ปกติไม่ได้รับถ่ายนะครับ แต่ถ้ามีคนรู้จักขอให้ถ่ายให้ก็ไปครับ) ดังนั้น รูปที่จะใช้ในหัวข้อนี้จะเป็นรูปรับปริญญานะครับ ไม่ได้ถ่ายวิวมาเลย…ไม่ใช่อะไร ลืมมมมมมม)
ขอเล่าประวัติของที่นี่คร่าว ๆ นะครับ
แต่ก่อนที่นี่ชื่อ “มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา” แล้วมาเปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา” เมื่อปี 2550 และเมื่อปี 2553 ก็ได้รับการจัดตั้งเป็น “มหาวิทยาลัยพะเยา” ดังปัจจุบัน (อ้างอิง)
สำหรับที่นี่ ตัว ม.จะอยู่ในดอยนะครับ จากประตูหน้า ม. ถึงตัว ม.มีระยะทางประมาณ 4.7 กิโลเมตร ไม่สามารถขับรถจักรยานยนต์เข้าไปได้นะครับ เพราะ ม. เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของนิสิต เนื่องจากทางค่อนข้างอันตราย แล้วเขากลัววัยรุ่นซ่าขับไม่ระวังจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ เลยให้จอดรถจักรยานยนต์ที่บริเวณหน้า ม. ซึ่งที่จอดรถใหญ่พอสมควร น่าจะเพียงต่อการจอดรถของนิสิตทั้ง ม.
ส่วนรถยนต์ สามารถขับขึ้นไปได้ปกติครับ
แล้ว…ถ้าห้ามเอารถจักรยานยต์ “ขึ้นม.” แล้ว นิสิตที่นี่เขาเดินทางไปเรียนกันยังไง (ที่นี่ใช้คำว่า “ขึ้น ม.” แทนคำว่า “เข้า ม.” และ “ลง ม.” แทนคำว่า “ออกจาก ม.” ครับ…ตอนแรกที่ได้ยินก็งง ๆ ว่าคนเหนือเขาใช้คำนี้กันหรอ แต่พอได้เข้าไปใน ม. แล้วถึงได้รู้ว่า ทำไมเขาถึงใช้คำนี้กัน เพราะเราต้องขึ้นดอยเพื่อเข้าไปในตัว ม. จริง ๆ)
คือเขาจะมีรถบริการรับส่งตามจุดต่าง ๆ ทั่ว ม. ครับ โดยจุดขึ้นรถจะอยู่ใกล้ ๆ ประตูหน้า ม. แต่กว่าจะเดินจากประตูถึงที่รอรถ ก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน (เด็กเกษตรที่เขาว่าเดินเก่ง ๆ พอต้องมาเดินขึ้นดอยแบบนี้ ก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน)
สำหรับตึกต่าง ๆ ของที่นี่ จะออกแบบแนวศิลปะล้านนาร่วมสมัย ซึ่งเท่าที่ดูคร่าว ๆ การออกแบบแต่ละตึกจะค่อนข้างไปในแนวทางเดียวกัน แต่คราวนี้ผมได้ไปถ่ายรูปให้น้องที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เลยจะมีแต่รูปของตึกคณะนี้เป็นหลักครับ
เห็นตึกนี้ครั้งแรกผมสะดุดตาเลย มันดูแปลกตาดี มีโครงเหล็กรอบอาคาร ออกแนวอวกาศหน่อย ๆ (อะไรที่มันล้ำ ๆ ผมเรียกว่า “อวกาศ” หมด) แล้วยังผสานความเป็นธรรมชาติอีกด้วย ข้างบนเป็นโครงเหล็ก ข้างล่างเป็นสนามหญ้า
แล้วตึกที่นี่จะมีความแปลกอีกอย่างนึง เกือบทุกชั้นจะมีทางออกติดพื้น อย่างตึกนี้มี 4 ชั้น…แต่ออกพื้นข้างนอกได้ 3 ชั้น ยกเว้นชั้น 4 ตอนที่เดินเข้าไปในตึกทีแรกนี่งงเลย อ้าว…นี่อยู่ชั้น 3 ทำไมออกมาพื้นข้างนอกได้
สำหรับ ม.พะเยาก็ขอเล่าคร่าว ๆ แค่นี้พอครับ เพราะมันไม่ใช่ที่เที่ยว แต่ผมมีโอกาสได้เข้ามาตั้ง 2 วัน เลยขอพูดถึงหน่อย และถึงแม้ว่าใน ม. จะมีมุมสวย ๆ ค่อนข้างเยอะ แต่ก็ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวเนาะ ไม่จำเป็นก็ไม่ควรเข้ามารบกวนนะครับ
19.0308298,99.9241096 (อันนี้เป็นพิกัดหน้า ม. นะครับ)
ขอบอกไว้ก่อนว่ารูปของที่นี่จะใช้กล้องมือถือถ่ายนะครับ ไม่ได้กล้องใหญ่ไปด้วย
สำหรับร้านนี้…อยู่ในตัวเมืองพะเยา ใกล้กว๊านพะเยาตามชื่อร้านเลย ชื่อร้านนี้แปลว่า “อร่อยริมกว๊าน” (ลำ=อร่อย, ฮิม=ริม)
สาเหตุที่มาร้านนี้คือ…ร้านแถว ม. คนเยอะครับ น้องเลยเลือกที่จะออกมากินไกล ๆ แทน (แค่ 20 กิโลเมตรเอ๊งงงง)
แต่ถึงจะมาไกลขนาดนี้ แต่ก็เห็นเด็กม.พะเยามากินที่นี่เยอะอยู่เหมือนกันครับ
ร้านนี้เป็นร้านดังของพะเยาครับ โต๊ะเยอะมากกกกก และคนก็เยอะมากกกกกกก
วันนั้นเราไปถึงก็เกือบ 2 ทุ่มแล้ว แต่คนก็ยังเยอะอยู่ ด้วยราคาหัวละ 219 บาท ไม่จำกัดเวลา และของเยอะมากกกกก คนเลยเยอะ
คนเยอะจนเกรงใจที่จะถ่ายรูปมาเลยทีเดียว เลยได้แต่ถ่ายรูปตอนคนหมด ของหมดมาให้ดูกัน
หมู, เห็ด, เป็ด(ไม่น่ามี), ไก่, เนื้อ, ของคาว, ของหวาน, ผลไม้ หรือของกินเล่น มีหมด
ซีฟ้ง ซีฟู้ด ก็มี มีเตาสำหรับย่างพวกอาหารทะเลเป็นพิเศษด้วย
ลูกชิ้น ไส้กรอก ก็มีหลายแบบ (ไอ้ลูกชิ้น Angry Bird นี่ไม่ใช่เอามาขว้างปากันเล่นเหมือนในเกมนะครับ ไม่ควรเอาของกินมาเล่น)
เส้นก็มีหลายประเภท เลือกสรรกันได้ตามใจชอบเลยครับ
ตำบักหุ่งก็มี อยากแซบ อยากนัวขนาดไหน ก็จัดการเองเลยครับ
ของหวาน…ดูจากกะละมังเปล่าแล้ว ก็น่าจะมีอยู่หลายอย่าง ลองเดากันดูว่าแต่ละอันคืออะไร โดยมีน้ำที่เหลืออยู่เป็นคำไบ้
สลัดก็มีนะครับ สำหรับคนที่รักสุขภาพ (มาร้านหมูกระทะขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องมาเฮลตี้แล้ววววว)
ขนมและผลไม้…อันนี้ทันได้กินแค่ แตงโม กับ ขนมหม้อแกง ก็ถือว่าโอเคอยู่ครับ
จริง ๆ มีไอศครีมด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายมา เป็นไอศครีมของ Nestle ครับ
สำหรับร้านนี้ ในเรื่องของรายการอาหารให้เลือกสรรค์นั้น เยอะแยะตาแป๊ะไก่มาก (ถ้าอู้คำเมือง เขาจะอู้ว่า “ซะป๊ะซะเป้ด”)
น้ำจิ้มมีหลายแบบให้เลือกครับ แต่เท่าที่ผมลองดู ยังไม่โดนเท่าไหร่ โดยเฉพาะน้ำจิ้มสุกี้ มันเปรี้ยวแหลมโดดไป
เมื่อเทียบกับราคาหัวละ 219 ถือว่าคุ้มมาก แล้วยิ่งถ้ามาแต่เย็น ๆ บอกเลยว่าโคตรคุ้ม (2 ทุ่มกว่า ๆ เขาก็เริ่มไม่เติมของแล้วครับ ทั้ง ๆ ที่บอกว่าเปิดถึง 5 ทุ่ม)
สามารถโทรจองที่นั่งล่วงหน้าได้ครับ เสิร์ชหาเบอร์แล้วโทรไปจองก่อนก็ดีครับ เพราะคนเยอะจริง ๆ
ถึงแม้ว่าจะขึ้นชื่อว่า ภูลังกา แต่เท่าที่หาข้อมูล วิวนี้มันไม่ได้อยู่ในเขตวนอุทยานภูลังกานะครับ (อ้างอิง)
จริง ๆ ผมไม่ได้นอนที่นี่ครับ ผมไปนอนที่บ้านน้องอยู่อำเภอภูซาง ห่างจากที่นี่ประมาณเกือบ 60 กิโลเมตร สามารถตื่นเช้าแล้วขับรถมาได้
วันนั้นผมออกจากบ้านน้องประมาณตี 4 ครึ่ง ถึงที่นี่ประมาณ ตี 5 ครึ่ง พอเจอทางเข้าภูลังการีสอร์ทปุ๊บ ก็เลี้ยวเข้ามาจอดรถปั๊บ
ก่อนที่จะมา ญาติของน้องบอกว่าให้ขับรถเลยภูลังการีสอร์ทไปอีก แล้วหาต้นปาล์ม 2 ต้น มุมตรงนั้นสวยกว่า แต่ตอนที่เราไปถึงแถวนั้น มันมืดมาก เราเลยเลือกที่จะรออยู่ตรงนี้ก่อน
ระหว่างรอ ผมก็ถ่ายรูปที่อยู่บนหัวโพสท์รอ ขาตั้งกล้องก็ไม่มี ต้องอาศัยวางกล้องไว้ที่แคร่ไม้ไผ่ที่อยู่แถวนั้น
ถ่ายรูปไป ก็หาข้อมูลต่อไป พยายามหาต้นปาล์มด้วย Street View ใน Google Maps ก็หาไม่เจอ แต่จากรีวิว เห็นว่าเลยจากนี่ไปจะมีร้านกาแฟ ชื่อ Magic Mountain อยู่ถัดจากนี่ไป 50 เมตร พอเริ่มสว่างขึ้นมาหน่อยเลยลองเดินไปสำรวจดู
แต่พอเดินไปถึงร้าน ปรากฏว่าร้านยังไม่เปิดแฮะ เห็นในเว็บบอกว่าเปิด 6 โมง แต่ตอนนั้นก็ 6 โมงนิด ๆ แล้ว ประตูก็ยังไม่เปิด ไฟก็มืด แต่ถัดจากนั้นไปหน่อย เห็นร้านกาแฟอีกร้านหนึ่งเปิดไฟแล้ว และมีคนมาถ่ายรูปแล้ว เราเลยเดินไปที่ร้านนี้กันครับ
ร้านนี้มีชื่อว่า… Route 1148 บ้านทะเลหมอก ครับ (ถ่ายมาแต่ป้าย ไม่ได้ถ่ายตัวร้านเลย – -)
ตอนอยู่ที่นั่น อากาศประมาณ 12-13 องศา หนาวมากกกก แต่มันเช้าเกินไปที่จะกินกาแฟเลยสั่งโกโก้ร้อนมากิน
ราคาแก้วละ 50 บาท ถ้วยใหญ่มากกกกกกก เข้มข้นมาก ไม่หวานจนเกินไป (เพราะสั่งหวานน้อย) แต่อย่าลืมกินไปคนไปนะครับ เพราะผมลืมคน ตอนก้น ๆ แก้วนี่เข้มจนเลี่ยนเลยครับ
นั่งจิบโกโก้ไป ถ่ายรูปไป ชิลล์มาก คนที่ถ่ายรูปอยู่ก่อนหน้าก็ใจดี แบ่งที่ให้เราถ่ายด้วย ขอบคุณพี่คนนั้น ณ ตรงนี้อีกที
บางคนที่มาที่นี่ เขาจะอยู่กันถึงแค่ตอนพระอาทิตย์ขึ้น ทะเลหมอกเริ่มจางก็เริ่มไปกันแล้ว แต่ผมอยากจะบอกว่า รออีกสักหน่อยก็ดีนะครับ เพราะตอนที่เลหมอกจาง ๆ ก็สวยอีกแบบนะครับ
ที่นี่มีจุดกางเตนท์ให้บริการอยู่ตามแนวดอย อยู่ข้างล่างร้านกาแฟครับ รู้สึกว่าจะมีแบบบ้านเป็นหลังด้วย ใครที่จะมาภูลังการีสอร์ท (เหมือนว่าตอนนี้เขาจะเปลี่ยนชื่อเป็น ภูลังกาบ้านสวน แล้วนะครับ) แต่ห้องเต็ม ลองมาดูที่นี่ได้ครับ
อ้อ…ลืมเรื่องต้นปาล์ม 2 ต้นนั่นไปเลย
มันคือแถว ๆ ร้านกาแฟ Magic Mountain นั่นแหละครับ แต่เลยมานิดมาหน่อยก็ได้เหมือนกัน วิวเดียวกัน ต่างกันแค่มุมนิดหน่อย
แวะร้านข้าวแรมฟืน แต่กินข้าวซอยซะงั้น
สำหรับข้าวแรมฟืน คืออะไรนั้น กรุณาใช้อากู๋หาข้อมูลเอาเองนะครับ แต่ถ้าให้พูดง่าย ๆ มันคืออาหารเหนือประเภทเส้นชนิดหนึ่ง ถือว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของเชียงรายครับ
แต่ที่สั่งข้าวซอยเพราะน้องบอกว่าข้าวซอยร้านนี้เด็ด น้องกินมาตั้งแต่เด็ก
ที่ร้านมีทั้ง ข้าวซอยไก่ และ ข้าวซอยเนื้อ ผมเลือกสั่งข้าวซอยเนื้อครับ
สั้น ๆ เลยนะครับ ลำแต๊ ๆ อร่อยมากกกก ดีงามที่สุด บอกเลยว่าจะแวะกินทุกครั้งที่ได้มา (พอกลับมากรุงเทพ แล้วสั่งข้าวซอยอยู่ที่ทำงาน กินแล้วคิดถึงข้าวซอยที่ร้านนี้เลย)
ร้านอยู่ในตัวเมืองอำเภอเชียงคำครับ เยื้องร้านอาคมคอมพิวเตอร์(น้องบอกว่าตอนเด็ก ๆ มันมาซื้ออุปกรณ์คอมที่ร้านนี้บ่อย เลยแวะมาหาอะไรกินที่ร้านนี้ต่อ) ตามพิกัดที่ให้ไว้ด้านล่างมาได้เลยครับ
(รูปของที่นี่อาจจะสีแปลก ๆ ดูมืด ๆ ต่างจากรูปของที่อื่นที่ผ่านมานะครับ ทดลองโปรเซสรูปอีกวิธีดู)
เนื่องจากน้องเป็นคนภูซาง แล้วภูซางก็มีแหล่งท่องเที่ยว Unseen แบบนี้ มีหรือที่น้องจะไม่พามาเที่ยว
สำหรับ Unseen ของที่นี่คือน้ำตกอุ่นครับ แต่เราจะยังไม่พูดถึง ขอพูดถึงตัวอุทยานก่อนนะครับ
ที่นี่จะมีเส้นทางเดินสำรวจธรรมชาติอยู่ครับ ค่าเข้า ผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็ก 10 บาท (ราคาเท่าวนอุทยานอื่น ๆ ทั่วไป)
ความยาวประมาณเกือบ 1 กิโลเมตร เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย ๆ มีทางเดินเป็นไม้เฌอร่าตลอดทาง (น้องบอกว่าแต่ก่อนตอนที่น้องมาสมัยเรียนมัธยม มันยังไม่มีทางเดินให้แบบนี้ ต้องเดินพื้นดิน) บางช่วงจะเป็นน้ำเฉอะแฉะ ก็ไม่ต้องกลัวรองเท้าจะเปื้อน
เหมือนทางเดินสำรวจธรรมชาติที่นี่จะไม่ค่อยมีคนมาเท่าไหร่ ธรรมชาติดูยังสมบูรณ์ดี ต้นไม้เจริญงอกงามใหญ่โต
ขอชมเจ้าหน้าที่ของที่นี่เลยครับ ขนาดต้นไม้ใหญ่ที่ล้มอยู่ เขายังไม่เอาออกไปไหน แต่กลับทำทางเดินให้เดินข้ามแทน อนุรักษ์ธรรมชาติได้ดีมาก
เดินไปเรื่อย ๆ จนเกือบครบรอบ (ทางเดินจะเป็นวงกลมครับ) จะเจอกับบ่อน้ำซับอุ่นอยู่ น้ำอุ่นประมาณ 35 องศา (เขาว่างั้น ผมไม่มีความสามารถในการกะอุณหภูมิจากการจุ่มนิ้ว แต่รู้สึกได้ถึงความร้อนลอยขึ้นมา แม้จะไม่ต้องเอามือจุ่มลงไป) เป็นต้นน้ำของน้ำตกภูซางที่เดี๋ยวเราจะมาพูดถึงกันถัดไป
จากที่สังเกต จะเห็นว่ามีฟองลอยขึ้นมาเป็นระยะ และที่ผิวน้ำก็จะมีไอน้ำอยู่บาง ๆ นี่ขนาดว่าเป็นตอนบ่ายแล้ว ก็ยังมีไอขนาดนี้ ถ้าไปตอนเช้า ๆ อากาศเย็น ๆ จะเยอะขนาดไหน
ต่อมาก็คือไฮไลท์ของที่นี่ นั่นคือ น้ำตกอุ่น ครับ เขาบอกว่ามีอยู่ที่นี่ที่เดียวในประเทศไทยเลยนะครับ
แต่เท่าที่ผมลองสัมผัสน้ำที่อยู่ข้างล่างน้ำตกแล้ว…ไม่เห็นจะอุ่นเลย สงสัยจะอยู่ไกลน้ำตกเกินไป
ถึงอากาศจะหนาว แต่ยังอยากเล่นน้ำตก แนะนำที่นี่เลยครับ เห็นว่าวันหยุดคนมาเยอะอยู่นะครับ
ตอนขากลับก็บินกับนกแอร์อีกเช่นเคย แต่มีความพิเศษคือ…ไฟลท์นี้มีฟรีไวไฟให้ด้วยครับ
ได้เล่นอินเตอร์เน็ทจากบนฟ้า น้ำตาจะไหล แต่เน็ทก็ไม่ได้เร็วปรู๊ดปร๊าดอะไร เวลาเลื่อนฟีด Facebook ก็ยังต้องรอโหลดรูปนานกว่าตอนที่ติด FUP แต่ไว้ใช้แช็ทก็พอไหวอยู่ครับ
สำหรับการรีวิวครั้งนี้ ก็ขอจบลงไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ ไว้พบกันใหม่ทริปหน้าครับ
ปล. ลองโพสท์แบบพาร์ทเดียวจบดู ยาวจ๊าดนัก
ปล.2 สาเหตุที่ไม่รีวิวที่พักที่พะเยา เพราะว่าตอนอยู่หน้า ม. พะเยา ผมไปอาศัยซุกหัวนอนห้องที่น้องเช่าไว้ แล้วก็ไปนอนที่บ้านน้องครับ เลยไม่ขอพูดถึงนะครับ
]]>